วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555

"ป๋าเปรม" เป็นประธานงานประมูลภาพหาทุนให้นักศึกษาศิลปะ

"ป๋าเปรม" เป็นประธานงานประมูลภาพหาทุนให้นักศึกษาศิลปะ "สุรยุทธ์-อนุพงษ์-ดาว์พงษ์" เข้าร่วมงาน ไร้เงาผบ.เหล่าทัพ บริษัทห้างร้านดังๆ ร่วมเข้าประมูลภาพวาด 36 ภาพ

วันนี้ ( 18 ธ.ค.) เมื่อเวลา 18.00 น. ที่โรงแรมดุสิตธานี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เดินทางมาเป็นประธานในพิธีมอบทุนและประมูลจัดหาทุนส่งเสริมการศึกษาการสร้างสรรค์ศิลปะ มูลนิธิ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประจำปี 2555  ซึ่งงานดังกล่าวได้จัดต่อเนื่องมากว่า 10 ปี โดยจะพิจารณาคัดเลือกนิสิตนักศึกษาด้านศิลปะ จากสถาบันที่มีการเรียนการสอนด้านศิลปะในระดับอุดมศึกษาจากทั่วประเทศ จำนวน 80 ทุน โดยพล.อ.เปรมกล่าวว่า พวกเราได้ร่วมกันทำบุญมาแล้ว12 ปี ในการมอบทุนให้กับนักศึกษา ทำให้เกิดความชื่นใจและเบิกบานใจ ตนอยากเรียนให้ทราบว่า ท่านได้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ชาติของเรา เพราะระลึกถึงนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการเรียน ซึ่งผู้อื่นเห็นจะต้องยกย่องชมเชย เนื่องจากเป็นสิ่งที่ต่อยอดคุณงามความดีให้เห็น ในบ้านเมืองของเรา ในการตอบแทนคุณแผ่นดินอย่างที่ทำกันมา 12 ปี และได้มอบเงินไปแล้ว 22 ล้านบาท ขอให้โปรดภูมิใจในตนเอง ครอบครัว และวงตระกูลตัวเองว่าได้ทำความดีกับประเทศชาตินี้แล้ว

      

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความชื่นมื่น โดยพล.อ.เปรมมีสีหน้ายิ้มแย้ม โดยมีแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานจำนวนมาก เช่น พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ในฐานะประธานมูลนิธิรัฐบุรุษพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองผบ.ทบ. รวมทั้งนักการเมือง อาทิ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายสนธยา คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม  และบริษัทห้างร้านต่างๆ เข้ามาร่วมประมูลภาพวาดจำนวน 36 ภาพ จากศิลปินแห่งชาติและศิลปินอาวุโส แต่ไม่มีผบ.เหล่าทัพเข้าร่วม






"ป๋าเปรม" เป็นประธานงานประมูลภาพหาทุนให้นักศึกษาศิลปะ

ที่มา นสพ เดลินิวส์

หยุดอายุแก่ไม่ได้แต่ดูแลผิวสวยได้

การดูแลผิวพรรณให้ดูดีเป็นเรื่องที่ทุกคนโดยเฉพาะผู้หญิงควรให้ความสำคัญ ยิ่งใกล้เทศกาลสำคัญต่าง ๆ มากมาย หลายคนห่วงแต่มอบของขวัญให้ผู้อื่นจนลืมดูแลและมอบของขวัญให้ตัวเอง หมอแวนด้า-พญ.ศิริวรรณ ตั้งเจริญชัยชนะ แห่งเฮลท์อเวนิวคลินิก กล่าวในงานไวท์ คริสต์มาส ปาร์ตี้ ว่า ใกล้เทศกาลแห่งความสุขอย่าลืมมอบความสุขและความสวยให้ตัวเองด้วย โดยเฉพาะผู้หญิงไม่ว่าอยู่ช่วงวัยใดควรดูแลผิวพรรณให้ดูดีเสมอ ปัญหาหลักเมื่อผู้หญิงอายุเพิ่มขึ้นได้แก่ ความหมองคล้ำจุดด่างดำสีผิวไม่สม่ำเสมอ เกิดจากความบกพร่องในการซ่อมแซมตัวเองของการสร้างเม็ดสี และปัญหารูปตาที่เปลี่ยนไปคิ้วตกหนังตาตกร่องน้ำตาลึกใต้ตาคล้ำ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดจากการที่เบบี้แฟตบนใบหน้าสลายไปทำให้ขมับแบนแก้มตกจนเกิดปัญหาของกรอบตา การดูแลผิวพรรณเป็นสิ่งสำคัญอย่าปล่อยปละละเลยเพราะไม่สามารถหยุดอายุความแก่ได้ แต่สามารถชะลอหรือแก่อย่างสวยงามได้ และเมื่อผู้หญิงสวยจะมีความสุขเพราะฉะนั้นอย่าลืมมอบความสุขให้แก่ตัวเองด้วย
  
รับความรู้เบื้องต้นจากหมอแวนด้าไปแล้ว ลองมาฟังปัญหาของบรรดาเซเลบริตี้สาว ๆ ที่มาร่วมเปิดใจถึงปัญหาผิวพรรณต่าง ๆของตัวเอง เริ่มที่ คริสตี้-คริสติน่า เศรษฐบุตร บอกว่าไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเองเพราะต้องดูแลลูกและสามี ตอนนี้อายุเพิ่มขึ้นเริ่มมีปัญหาผิวพรรณไม่สดใสและใต้ตาเริ่มมีรอยย่นมากขึ้น หลังรับฟังปัญหาหมอแวนด้าแนะว่าจริง ๆ แล้วการทำทรีตเมนต์เพื่อดูแลผิวพรรณ และการฟื้นฟูผิวสามารถเลือกประเภททรีต


เมนต์ที่ไม่ต้องเสียเวลามาก และผลอยู่ได้นาน ปัญหาผิวพรรณไม่สดใสสามารถใช้เลเซอร์ในการปรับคุณภาพผิวเป็นครั้งคราวควบคู่ไปกับการทาครีมบำรุง ส่วนริ้วรอยรอบดวงตาอาจใช้การฉีดโบท็อกซ์ช่วยปีละ 2 ครั้ง แค่นี้ก็สามารถทำให้สวยโดยไม่ต้องเข้าคลินิกบ่อย ๆ
  
ส่วนพิธีกรเซเลบริตี้ จุ๊-นาขวัญ รายนานนท์ เผยว่า มีปัญหาเรื่องใต้ตารู้สึกว่าร่องน้ำตาลึกขึ้นทำให้ดูแก่กว่าวัย หมอแวนด้าแนะว่า เมื่ออายุมากขึ้นสาเหตุของร่องใต้ตาลึกเกิดจากชั้นไขมันที่แก้มบางลงไปร่วมกับความหย่อนคล้อยของผิวหนังที่เกิดขึ้น วิธีแก้ไขที่ตรงจุดคือการเติมเต็มวอลลุ่มด้วยสารฟิลเลอร์ใต้ตาให้กลมกลืนเป็นธรรมชาติ เมื่อร่องใต้ตาถูกเติมให้เต็ม ตาจะดูสดใสอ่อนวัยลงได้ทันที ปิดท้ายที่ผู้ประกาศข่าวและดีเจ แจน-ศิรนุชโรจนเสถียร มีปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอหน้าดูหมองคล้ำเพราะชอบออกแดด และทำงานอยู่ท่ามกลางสปอตไลต์ หมอแวนด้าแนะว่า การทำงานหน้ากล้องสัมผัสแสงสปอตไลต์ทำร้ายผิวได้ไม่แพ้แสงแดด การทาครีมกันแดดและครีมบำรุงไม่เพียงพอที่จะฟื้นฟูสภาพผิวได้ทัน ควรทำเลเซอร์เพื่อขจัดเม็ดสีส่วนเกินเป็นครั้งคราว เน้นการทำทรีตเมนต์กระตุ้นระบบการซ่อมแซมตัวเองของผิวหนังและทำให้ผิวแข็งแรง กินวิตามินซีและคิวเทนเสริมเพิ่มสารแอนตี้ออกซิแดนท์สู้กับรังสียูวีในผิวหนัง.

“อินสตาแกรม” ฮอตฮิตเกาะติดชีวิตเซเลบฯ

ในรอบปีมังกรทองที่กำลังจะผ่านไปมีหลายเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยีไฮสปีด ที่มาแรงแซงทุกอย่าง แรงชนิดที่เรียกว่า...ใครตกเทรนด์เป็นเชยแหลก ต้องยกให้ “อินสตาแกรม” (Instagram) ที่เป็นเหมือนโรคติดต่อที่ระบาดในหมู่ดารา เซเลบริตี้จนกลายเป็น “อินสตาแกรมฟีเวอร์” ด้วยคุณสมบัติแชร์รูปภาพ พร้อมกับแบ่งปันประสบการณ์เป็นตัวอักษรได้ง่ายและรวดเร็วเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสหน้าจอ โลกทั้งใบก็ถูกย่อให้อยู่บนฝ่ามือ “ใคร! ทำอะไร! ที่ไหน! กับใคร!!” เรื่องจริงตัวจริงพร้อมถูกเปิดเผยออกสู่สาธารณะ ทำให้ชีวิตไม่ลับ ๆ ล่อ ๆ อีกต่อไป และด้วยความฮอตฮิตติดลมบนของอินสตาแกรม ดาราสาวสุดฮอต อาทิ อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ, พลอย-เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์, ชมพู่-อารยา เอฮาร์เก็ต มีแฟนคลับฟอลโลว์อินสตาแกรมอยู่ในอันดับต้น ๆ ส่วนเซเลบฯ ชื่อดังหลายต่อหลายคนทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ก็ใช่ย่อย หันมาเปิดประตูถวายตัวเป็นสาวกอินสตาแกรมกันมากมายทั้งเพื่อความสนุกสนาน บันเทิงเริงใจ และที่สำคัญมีแฟนคลับฟอลโลว์ไม่น้อยหน้าเช่นกัน

  
ทีนี้มาดูกันว่า ชีวิตติด “อินสตาแกรม” ในแวดวงเซเลบฯ มีใครกันบ้าง พร้อมกับสัมผัสหลากหลายมุมมองของคนเล่นอินสตาแกรม “ตือ-สมบัษร ถิระสาโรจน์” ที่ติดแอพอินสตาแกรมงอมแงม และถือว่าเป็นผู้บุกเบิกสร้างกระแสอินสตาแกรมให้เป็นที่นิยมกลายเป็นเทรนด์ที่ทุกคนต้องอัพเดทตามกัน ในแต่ละวันแชร์รูปภาพให้ชาวออนไลน์ได้ชมไม่ต่ำกว่า 10-30 รูป ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา จากการแนะนำของเพื่อนสนิท  รูปที่เจ้าแม่อีเวนต์



โพสต์ส่วนใหญ่เป็นเรื่องงาน เพราะทำงานเกี่ยวกับการจัดอีเวนต์อยากแชร์ไอเดียต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเพื่อน ๆ ลูกค้า กระทั่งคนที่มาติดตามอินสตาแกรมของเราให้เป็นประโยชน์แก่คนอื่น ซึ่งเป็นคอนเซปต์ของอินสตาแกรมในการร่วมแบ่งปันความสุขและประสบการณ์ดี ๆ อยู่แล้ว เพราะนอกจากทำให้รับรู้ข่าวสาร สถานการณ์ต่าง ๆ ยังเป็นช่องทางของการเชื่อมโยงความผูกพันระหว่างกัน ส่วนตัวมีเพื่อนที่อยู่ทั้งเมืองไทยและต่างประเทศ การเล่นอินสตาแกรมทำให้รู้สึกว่าไม่ได้อยู่ไกลกันเลย และยังมีการใช้เป็นช่องทางขอความช่วยเหลือในช่วงเวลาที่เดือดร้อน ถ้าใช้ในทางที่ดีก็จะเกิดประโยชน์มาก และตรงข้ามถ้าใช้ในทางที่ผิดจะเกิดผลเสียกับตัวเองอย่างแน่นอน และอยากฝากเตือนทุกคนที่ถือว่าเป็นคนสาธารณะให้ระมัดระวังการใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ เมื่อมีประโยชน์ย่อมมีโทษหากใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ในฐานะที่เป็นคนรู้จักของสังคมจะไม่แสดงออกถึงความก้าวร้าว เชื่อว่าทุกคนย่อมมีมุมของอารมณ์เหล่านี้ แต่การระบายออกบนโซเชียลเน็ตเวิร์กไม่ใช่ทางออกที่ดีเลย เนื่องจากสมัยนี้การสื่อสารรวดเร็ว ผลของการกระทำอาจย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองได้


คลิกชมภาพและอ่านต่อ....

วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ปางถวายเนตร

คอลัมน์ คติ-สัญลักษณ์
ชวพงศ์ ชำนิประศาสน์


วิมุตติ สุข หมายถึงความสุขของพระอริยบุคคลระดับพระอรหันต์ ซึ่งมีจิตหลุดพ้นจากกิเลสและอาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นความสุขที่ไม่อิงวัตถุ ไม่อิงกามคุณคือ ความยินดีพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส



พระ พุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้แล้วก็เสวยวิมุตติสุขอยู่ 49 วัน ใน 49 วันนั้น ศิลปินสร้างพระพุทธรูปที่มีความหมายแสดงถึงอิริยาบถของการเสวยวิมุตติสุขใน ปางต่างๆ ที่ต่อมาพระพุทธรูปปางต่างๆ เหล่านี้ ได้คลี่คลายเป็นความเชื่อที่เรียกว่า พระประจำวันเกิด



เช่น ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ พระประจำวันได้แก่ปางถวายเนตร เป็นพระพุทธรูปในพระอิริยาบถยืน ลืมพระเนตรจ้องไปข้างหน้า พระหัตถ์ทั้งสองประสานกันอยู่ด้านหน้า พระหัตถ์ขวาซ้อนอยู่บนพระหัตถ์ซ้าย



สัญลักษณ์ และความหมายของพระพุทธรูปปางถวายเนตรก็คือ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ในสัปดาห์แรกทรงประทับปางสมาธิ พิจารณา ทบทวนปฏิจจสมุปบาทตลอดเวลา ทั้งโดยอนุโลม ปฏิโลม คือตั้งแต่ต้นไปจนปลายและจากปลายกลับมาสู่ต้นทาง เพื่อเห็นสภาพความจริงของสังสารวัฏ



พระพุทธรูปปางถวายเนตร จึงเป็นพระอิริยาบถในสัปดาห์ที่ 2 ที่พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรไปยังต้นศรีมหาโพธิ โดยไม่กะพริบตา ก็หมายถึงทรงพิจารณาทบทวนความทรงจำต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมาโดยลำดับ



ความ หมุนเวียนผันแปรอันเกิดขึ้นตามอำนาจของสังขาร (ที่แปลว่าการปรุงแต่ง) จนถึงการสิ้นสุดแห่งการปรุงแต่ง จึงมีความหมายของการค้นพบสัจธรรมอันบริสุทธิ์ และการสิ้นสุดลงของการปรุงแต่ง



การกราบไหว้พระพุทธรูปปาง ถวายเนตรแท้จริงจึงไม่ได้หมายถึงเป็นปางพระพุทธรูปสำหรับคนเกิดวันอาทิตย์ ไว้สำหรับการกราบไหว้บูชา ขอพร ขอลาภ ขอยศ ขอสรรเสริญ แต่หมายถึงสัจธรรมอันบริสุทธิ์คือ พระอริยสัจ 4



พระพุทธรูปปางถวายเนตร จึงหมายถึงการแสดงสัจธรรมของพระพุทธเจ้า คือ อริยสัจ 4





ขอบคุณ นสพ ข่าวสด

มะรุมมะตุ้มอาเซียน 2มหาอำนาจขนาบข้าง


ชาติอาเซียนอย่างไทย พม่า และกัมพูชา ต่างปูพรมต้อนรับผู้นำชาติมหาอำนาจที่มาเยือนในสุดสัปดาห์นี้อย่างคึกคัก

โดย เฉพาะกับ บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ อเมริกา ที่มีนัดร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและชาติพันธมิตร ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ระหว่างวันที่ 18-20 พ.ย.



หลังจากการประชุม ระดับรัฐมนตรีอาเซียนที่พนมเปญ เมื่อเดือนก.ค. "จบไม่สวย" เกิดการแบ่งขั้วกันเองระหว่างสมาชิก ฝ่ายหนึ่งเอียงเข้าหาจีน และอีกฝ่ายมีสหรัฐหนุนหลัง



ไทย ในฐานะพันธมิตรเก่าแก่ที่สุดของอเมริกาในภูมิภาคนี้ ด้วยความผูกพันทางการทหารและความมั่นคงตั้งแต่สงครามเวียดนามและสงครามเย็น เคยต้อนรับผู้นำสหรัฐมาทุกยุค ย่อมไม่พลาดเตรียมการต้อนรับนายบารัก โอบามา อย่างสมเกียรติ



แต่หมายที่น่าจับตาไม่แพ้กัน คือการมาถึงไทยก่อนของ นายลีออน พาเน็ตตา รมว.กลาโหมสหรัฐ เพื่อฟื้นความสัมพันธ์ด้านการทหารเต็มพิกัด หลังชะงักไปเมื่อประชาธิปไตยไทยสั่นคลอนช่วงรัฐประหาร ก.ย.2549



สหรัฐ เพิ่งตกลงกับออสเตรเลียที่เปิดแดนให้เข้าไปติดตั้งเทคโน โลยีเรดาร์ตรวจจับขีปนาวุธของจีนได้ พร้อมข้อตกลงส่งกองเรือรบมาเพิ่มในน่านน้ำแปซิฟิก สะท้อนถึงการปรับกระบวนยุทธของ กองทัพสหรัฐเพื่อแข่งบารมีจีนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างเปิดเผย



ส่วน ไทย นายพาเน็ตตาและพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม จรดปากกาลงนามแถลงการณ์วิสัยทัศน์ร่วม ว่าด้วยการเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศ ไทย-สหรัฐ 2012 พร้อมปูทางจีบไทยเข้าสู่ความตกลงหุ้นส่วนภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP



ระหว่างที่ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องชั่งใจว่าจะเข้าร่วม TPP นี้หรือไม่ ย่อมถูกจีนจับจ้องอยู่อย่างไม่กะพริบสายตา



ยิ่งมีหมายนายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่า จะมาเยือนไทยในวันที่ 21 พ.ย.นี้ จึงชวนให้ระทึกอย่างยิ่ง



จาก การวิเคราะห์บทบาทของสหรัฐหนนี้ รศ.ดร. ประภัสสร์ เทพชาตรี ผอ.ศูนย์อาเซียนศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า สหรัฐเริ่มรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ กับอิทธิพลของจีนที่มีต่ออาเซียน จึงพยายามเดินหน้าเร่งกระชับสัมพันธ์เป็นการใหญ่ ทั้งที่ตลอด 41 ปีมานี้ ไม่เคยเห็นหัวอาเซียนเลยสักนิด ไม่เคยมีการประชุมในระดับผู้นำ และไม่มีความร่วมมือที่ชัดเจน



ต่างจากจีนที่มีการรวมกลุ่ม กับเราจนกลายเป็นคู่ค้าสำคัญของภูมิภาค ประกอบกับสหรัฐมีปัญหาด้านความมั่นคง และผู้ก่อการร้ายมาตลอด 10-20 ปี เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่ รัฐบาลสหรัฐในสมัยประธานาธิบดีโอบามาจึงรุกเข้าสู่อาเซียนมากขึ้น



การ กระทำของสหรัฐในลักษณะนี้ เป็นยุทธศาสตร์แบบกึ่งปิดล้อม กึ่งปฏิปักษ์ คือวางกำลังทหารเข้าสู่พื้นที่แปซิฟิกเพื่อทัดทานอำนาจของจีน ขณะเดียวกันก็วางตัวเป็นคู่ค้ารายใหญ่กับจีน



จีนซึ่งไม่ใช่ ศัตรู แต่ก็ถูกมองเป็นคู่แข่งที่มีความท้าทายสูง สหรัฐเลยต้องแอบๆ ปิดล้อม แอบๆ ถ่วงดุล และเปิดเผยมากไม่ได้ว่ากำลังระแวงจีน จึงต้องใช้ยุทธศาสตร์การครอบครองเข้าตีสนิทอาเซียนเพื่อดึงให้ออกจากอิทธิพล ของจีนนั่นเอง



โอบามายังพยายามผลักดันยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ในกลุ่มความตกลงหุ้นส่วนภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ซึ่งสหรัฐจะวางตัวเป็นศูนย์กลาง



มี 4 ประเทศอาเซียนเข้าไปร่วมแล้ว ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย บรูไน และสิงคโปร์ ส่วนไทยกำลังจะเป็นประเทศที่ 5



เห็นได้ชัดว่าสหรัฐต้องการป่วนอาเซียน โดยแบ่งแยกกลุ่มที่มีจีนคอยหนุน กับกลุ่มพันธมิตรสหรัฐ



ผลลัพธ์ ก็คงไม่แตกต่างจากความล้มเหลวในการร่วมแถลงการณ์ประชุมอาเซียนครั้งล่าสุด ที่กัมพูชา เมื่อเดือนก.ค. ที่สหรัฐยุให้ขัดคอกับจีน จีนเองก็ถูกสหรัฐกระตุ้นให้เข้าใจอาเซียนผิดๆ นี่ยังจะมาเจอเรื่อง TPP ซ้ำรอยอีกกรณี



แม้ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สหรัฐจะดูราบรื่น เป็นปกติ แต่หากดูแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของไทยที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ ทั้งการเมือง ศักยภาพเศรษฐกิจ และการทูต ไม่ได้แน่นแฟ้นเหมือนในอดีต



อีก ทั้งไทยยังสูญเสียความเป็นผู้นำอาเซียน สูญเสียบทบาทการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในภูมิภาค รวมถึงสูญเสียสถานะพันธมิตรชั้นหนึ่งของสหรัฐ ส่งผลให้อเมริกาต้องแสวงหาพันธมิตรใหม่ๆ แทนที่ไทย โดยเฉพาะพม่า



แต่ ไม่ใช่ว่าไทยจะหมดความหมายในสายตาสหรัฐ เพราะอย่างไรแล้ว ไทยก็มีภูมิประเทศเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาค ถือได้ว่าเป็นหมากตัวหนึ่งในยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีน และด้วยเหตุนี้ โอบามาจึงต้องมาไทยเพื่อดักต้นทาง



ในทางกลับกันไทยก็ต้อง พึงพาสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพทางการทหาร เศรษฐกิจ รวมถึงการถ่วงดุลอำนาจจีนเพื่อไม่ให้เข้ามาแทรกแซงภูมิภาคจนเกินไป ที่สำคัญสหรัฐเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 คุมเกมเศรษฐกิจโลก ค่าเงิน กลุ่มความร่วมมือกับอำนาจทางเศรษฐกิจ ทั้ง จี 8 จี 20 ธนาคารโลก และไอเอ็มเอฟ



แต่การที่ไทยจะเข้าร่วม TPP ซึ่งเป็นกรอบที่สหรัฐตั้งขึ้นมาเป็นยุทธศาสตร์โดดเดี่ยวจีนทางเศรษฐกิจนั้น หากเราตอบรับคำเชื้อเชิญก็อาจกระทบกับความสัมพันธ์กับจีน



มอง ดูด้านดี ไทยจะได้ใจอเมริกาแบบเต็มๆ จะขอความช่วยเหลือในบทบาทเวทีระดับโลกก็คงไม่มีปัญหา แต่เราจะกลายเป็นเด็กดีของอเมริกาเหมือนสิงคโปร์ จนไม่ต่างจากเบี้ยล่างของอเมริกาหรือไม่



ส่วนผลเสีย จากการที่ไทยยังไม่มีความพร้อมด้านมาตรฐานเท่ากับฝั่งสหรัฐ และตะวันตก หากเข้าไปในตอนนี้ อาจเกิดปัญหาขาดดุล เพราะถูกกีดกันเรื่องมาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม และทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้อาจกระทบต่อการค้าเสรีอาเซียน และกลุ่มความร่วมมืออาเซียน



ต้องถามว่าไทยจะยอมให้ความ สัมพันธ์ที่บ่มสร้างมานานกับเพื่อนบ้านร่วมภูมิภาคต้องพังทลายลงไปหรือ ยังไม่รวมถึงมิตรภาพกับจีนที่เห็นความสำคัญของอาเซียนมาโดยตลอด จะนำงบฯกว่า 600,000 ล้านบาทมาลงทุนในภูมิภาค บวกแผนสร้างเครือข่ายคมนาคมจากจีนสู่อาเซียน เรียกได้ว่ายอมทิ้งไพ่ทุกใบเพื่อยืดไมตรีกับอาเซียน



หากไม่นับรวมเรื่องการปั่นหัวของสหรัฐที่ยุยงให้อาเซียนแตกคอกับจีนด้วยแล้ว การตัดสินใจเรื่อง TPP ถือเป็นกรณีที่น่าหนักใจจริงๆ 




ที่มา นสพ ข่าวสด

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

แม่ดีเด่นฯเปี่ยมสุขสอนลูกให้เป็นคนดี

“มือของแม่นั้นคือมือช่างปั้น ขึ้นรูปอันอ่อนลออจนหล่อเหลา อยากให้เป็นงานดีที่งามเงา

 อยู่ที่คอยขัดเกลาแต่เบามือ” คำขวัญวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2555 ที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน เพื่ออัญเชิญลงหนังสือของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ อีกทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จแทนพระองค์ไปทรงเปิดงานวันแม่ฯ ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร


 เมื่อช่วงเช้าวันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา พร้อมประทานรางวัลแม่ดีเด่นฯ ให้แก่ผู้ได้รับรางวัลแม่ดีเด่นฯ 214 ราย จากส่วนกลาง ได้แก่ ประเภทแม่ของผู้ทำประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ, ประเภทแม่ผู้บำเพ็ญประโยชน์, ประเภทแม่ผู้มีความมานะอดทนขยันหมั่นเพียร, ประเภทแม่ของผู้เสียสละ และประเภทแม่ผู้เป็นเกษตรกร ส่วนภูมิภาค ได้แก่ ประเภทแม่ดีเด่นแห่งชาติประจำจังหวัด และประเภทแม่ดีเด่นแห่งชาติประจำภาคของสภาสังคมสงเคราะห์ฯ และประทานโล่เกียรติคุณแก่ผู้ได้รับรางวัลลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูง ต่อแม่ 85 ราย แบ่งเป็นประเภทนักเรียน-นักศึกษา, ข้าราชการ-พนักงานรัฐวิสาหกิจ, นักร้อง นักแสดง ศิลปิน, สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป



 คลิกชมภาพและอ่านต่อที่นี่จ้ะ...

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555

ยลโฉม มิสเจแปน ยูนิเวิร์ส 2012-เผยบ้านเกิดอยู่ในพื้นที่ประสบภัยสึนามิ

ยลโฉม มิสเจแปน ยูนิเวิร์ส 2012-เผยบ้านเกิดอยู่ในพื้นที่ประสบภัยสึนามิ


เมื่อ 2 เม.ย. เอเอฟพีรายงานผลการประกวดมิสยูนิเวิร์ส ของญี่ปุ่น ซึ่งผู้ที่ได้รับตำแหน่งมีชื่อว่า อายาโกะ ฮาระ สาวสวยวัย 24 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ในเมืองเซนได จ.มิยางิ อันเป็นพื้นที่ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุแผ่นดินไหว และสึนามิเมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2554 ที่ผ่านมา

 คลิกชม วีดีโอ และภาพที่นี่ขอรับ...