วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

"บีเอ็มดับเบิลยู" พร้อมลุยเอ็กซ์ 1 ซีเคดี


นายราล์ฟ บิสซิงเกอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทได้ประกาศแผนทำตลาดรถ X1 sDrive18i รุ่นประกอบในประเทศ หรือ ซีเคดี ช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ขณะนี้รถรุ่นดังกล่าวพร้อมที่จะเปิดตลาดอย่างเป็นทางการแล้ว โดยกำหนดราคาจำหน่ายไว้ 2,149,000 บาท เพื่อให้เป็น เอ็นทรี เลเวล ของบีเอ็มดับเบิลยูในไทย มีกลุ่มเป้าหมายคือผู้บริหารยุคใหม่ที่ชื่นชอบคาแรกเตอร์แนวสปอร์ต ครอสโอเวอร์ มีความปราดเปรียวคล่องตัว และเอนกประสงค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ต้องการยกระดับขึ้นมาจากรถตลาดทั่วๆไป (mass)


 ทั้งนี้ การตัดสินใจประกอบ X1 ในประเทศ ช่วยให้บีเอ็มดับเบิลยู ทำราคาลงมาได้มาก หลังจากที่ปัจจุบันมีจำหน่ายเฉพาะ X1 sDrive 20d เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ แต่เป็นรถนำเข้าสำเร็จรูป หรือ ซีบียู ทำให้มีภาระภาษีนำเข้า ส่งผลให้มีราคา 3,399,000 บาท เป็นราคาที่สูงกว่า X3 ซึ่งเป็นรถในตลาดที่ใหญ่กว่า แต่เป็นรถซีเคดี


 สำหรับ X1 sDrive18i ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 200 นิวตัน-เมตรที่ 3,600 รอบ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด  อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 10.4 วินาที ค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 11.9 กม./ลิตร และค่าเฉลี่ยการคายไอเสียคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ 195 กรัม/กม.  


 มีอุปกรณ์มาตรฐานที่สำคัญเช่น  ระบบไฟหน้าแบบไบ-ซีนอน พร้อมระบบควบคุมการเปิด-ปิดอัตโนมัติ, ล้ออัลลอยด์ขนาด 17 นิ้ว ยางรันแฟลต, เบาะคู่หน้าปรับตำแหน่งด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมเมมโมรี่, ระบบรักษาเสถียรภาพ (DSC Dynamic Stability Control)ระบบช่วยกะระยะจอด (PDC: Parking Distance Control)  พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น และระบบบลูทูธ เป็นต้น

ปาท่องโก๋เสวย เยาวราช ของอร่อยที่มีมาตั้งนมนาน ครบเครื่อง กรอบนอกนุ่มใน




































































































































Credit : http://www.thairath.co.th/content/life/151677เพิ่มคำอธิบายภาพ

วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

น้ำพริกกะปิ 2 สูตร รสชาติไม่รู้เบื่อ สูตร ป้าเจือ คนยะลา

น้ำพริก เป็นเมนูคู่ครัวของคนไทยมาช้านาน เป็นอาหารที่สำแดงเอกลักษณ์ความเป็นไทยชนิดชัดเจนมาก จึงทำให้แต่ละภาคต้องมีน้ำพริกประจำถิ่นที่มีหลายสูตร หลายความอร่อย ที่มีขั้นตอนและรสชาติแตกต่างกันออกไป

แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไม่ได้ต้องโขลกรวมลงไปทุกเมนูของน้ำพริกก็คือ พริก ที่ต้องใส่ตำรวมลงไป เมื่อโขลกรวมกันสมบรูณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ต้องมีเครื่องเคียงคู่กันเสมอคือ ผัก สำหรับน้ำพริกกะปิ ชื่อก็บอกแล้วว่าต้องมีกะปิ ที่มีแคลเซียม ซึ่งมีประโยชน์ต่อกระดูกและฟันของเราเป็นอย่างมาก แถมอุดมไปด้วยวิตามินบี 12 สูงมาก โรคโลหิตจางเลิกถามหาอย่างแน่นอน ตลอดจนรวมไปถึงสารอาหารโปรตีนอัดแน่นเต็มไปหมด พร้อมกันนั้นทำให้เราได้มีโอกาสกินผักที่ไม่ว่าจะเป็นผักทั้งสด ย่าง ต้ม นึ่ง จนถึงผักดองที่นำมาเป็นเครื่องเคียงได้ทุกชนิดตามความต้องการของปาก เพราะสามารถช่วยล้างพิษในลำไส้ ต้านมะเร็ง ที่สำคัญคือช่วยชะลอความแก่ได้ชะงักดีแท้ สรุป ดีต่อสุขภาพผู้ที่ได้บริโภคเป็นอย่างมาก

ผมยังคงนำพาชีวิตในวัยหนุ่มใหญ่ หัวใจล้นฝัน ตะลอนไปทุกที่ที่ต้องการ หยุดแวะทุกที่ที่พบสิ่งดีๆ นำมาเสนอสู่ท่านผู้อ่านเสมอ ครั้งนี้หลังจากได้ชิมน้ำพริกกะปิรูปแบบทางปักษ์ใต้บ้านเรา ที่นิยมเรียกกันว่า น้ำชุบ รู้สึกได้ทันทีที่ได้ลิ้มรส ยอมรับว่าแปลกไม่เหมือนใคร จึงขอติดต่อทำความรู้จักกับเจ้าของสูตรมาเขียนให้อ่านกัน เนื่องจากรสชาติบอกได้ทันทีว่ากินได้เรื่อยๆ ไม่รู้เบื่อจริงๆ เป็นสูตรของ คุณป้าเจือ ธรรมสะโร คนยะลา

คุณป้าเจือ วันนี้อายุ 70 ปี เข้าไปแล้ว อดีตข้าราชการครูที่เกษียณไปพร้อมกับเมนูน้ำพริกกะปิสูตรนี้ติดตัวไปด้วย เป็นที่รู้กันทั่วไปในหมู่ข้าราชการ ทุกครั้งเมื่อมีงานเลี้ยง ไม่ว่าจะด้วยกันเองหรือเลี้ยงต้อนรับผู้มาเยือน ต้องมีน้ำพริกคุณป้าเจือวางอยู่ด้วย 1 เมนู เป็นประจำ ชนิดห้ามขาดหาย แม้ปัจจุบันที่ยังระลึกถึงคุณป้า ก็ยังคงใช้บริการของคุณป้าเจืออยู่เป็นประจำ 

คุณป้าเจือ เล่าว่า จะมีด้วยกัน 2 สูตร เป็นสูตรที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่ได้มาเองชนิดไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากฝีมือล้วนๆ จากการโขลกน้ำพริกกะปิมามากจนนับจำนวนครั้งที่ตำไม่ได้ว่า กี่ครั้ง กี่ครก กี่รสชาติ ปรับปรุงเรื่อยมาจนเป็นที่เลื่องลือแค่ 2 สูตรนี้เท่านั้น สูตรแรก เรียกว่า น้ำพริกกะปิหอมแดง มีส่วนผสมดังนี้ พริกขี้หนูสด ต่อมาตัวพระเอกหอมแดง กะปิอย่างดี น้ำปลา น้ำตาลต้องใช้น้ำตาลที่ทางปักษ์ใต้เรียกว่าน้ำตาลแว่นเท่านั้น นำทุกอย่างมาโขลกรวมกันให้ละเอียด ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว และสุดท้ายต้องนำซีอิ๊วขาวมาเยาะผสมลงไปด้วย ถือเป็นเคล็ดลับสำหรับสูตรนี้โดยเฉพาะ คนให้เข้าเป็นหนึ่งเดียว เมื่อชิมจะได้รสชาติที่แปลก หอม และเยี่ยมลิ้นมากขึ้น
 

สูตรต่อมาเรียกว่า น้ำพริกกะปิกระเทียมโทน ต่างจากสูตรแรก ส่วนผสม พริกขี้หนู ต้องพริกขี้หนูสวนเท่านั้น ห้ามใช้พริกยี่ห้อสังกัดอื่นเด็ดขาด เพราะจะทำให้เหม็นเขียว คุณป้าเจือบอกอย่างนั้น ต่อมากระเทียมโทนที่ต้องนำมาร่วมวงเพราะมีรสเผ็ดเล็กน้อยและมีกลิ่นหอม กะปิชนิดดีแต่ต้องมีเกลือใส่ลงไปเพื่อให้เพิ่มความเค็มและจะได้ไม่เหม็นกะปิมากไป น้ำตาลที่ผสมลงไปต้องน้ำตาลทรายขาวเท่านั้น เพราะจะทำให้มีรสชาติหวานแหลมกลมกล่อม คุณป้าเจือบอกอย่างนั้นอีกเช่นกัน โขลกรวมกันให้ละเอียดปรุงรสด้วยน้ำมะนาว แล้วชิมรสตามใจชอบ สำหรับมะเขือพวงหากจะนำมาลงไปร่วมด้วยก็ไม่เป็นไร เพราะคุณป้าเจือบอกต่ออีกว่า มะเขือพวง ดีต่อสุขภาพ อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและเบาหวานได้อีกด้วย

ทั้ง 2 สูตรนี้ หากท่านใดต้องการทราบส่วนผสมที่มีละเอียดถี่ยิบมากกว่านี้ ติดต่อคุณป้าเจือได้ ยินดีให้ทุกรายละเอียด พร้อมเคล็ดลับทุกขั้นตอน โทร. (086) 957-7222 บ้านของคุณป้าเจือ อยู่เลขที่ 4 ซอยน้ำผึ้ง ถนนอาคารสงเคราะห์ ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา จังหวัดใกล้เคียงไปเยี่ยมหาได้ หรือต้องการไปฝึกโขลกที่บ้านคุณป้าเจือก็ไม่ขัดข้อง สำหรับในกรุงเทพฯ ท่านใดสนใจ คุณป้าเจือบอกท้ายสุดว่า ได้ถ่ายทอดวิชาน้ำพริกทั้ง 2 สูตรนี้ ให้ไว้กับหลานสะใภ้ที่สนใจฝึกฝนจนได้รสชาติเหมือนคุณป้าเจือชนิดรวมทุกความอร่อยไว้สิ้น ไม่ผิดเพี้ยนแต่อย่างใด ฝีมือเข้าขั้นจนสามารถตำออกจำหน่ายตามหน่วยงานต่างๆ ได้ ชนิดลูกค้าให้การตอบรับมากทีเดียว สนใจติดต่อ คุณวิภาวี มะลิวัลย์ โทร. (087) 773-1394 อยู่แถวเขตคลองสามวา แล้วคุณจะรู้ว่ารสชาติเป็นเช่นไร? ที่ผมบอกว่าไม่รู้เบื่อครับผม



Credit http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150254&srcday=&search=no

เกี่ยวกับกาแฟโฆษณาสรรพคุณลดความอ้วน

รู้ไปโม้ด

nachart@yahoo.com

เกี่ยวกับกาแฟโฆษณาสรรพคุณลดความอ้วน ภก.ดร.วิรัตน์ ทอง รอด ประชาสัมพันธ์สภาเภสัชกรรม ตอบเรื่องนี้ไว้ในนิตยสารหมอชาวบ้าน สรุปความว่า จากกระแสสังคม 2 ประการ ได้แก่ 1.หุ่นผอม เพรียวลม และ 2.บริโภคนิยม ทำให้เกิดแรงกดดันในสังคมที่ต้องการความผอมเป็นสรณะ เกิดความต้องการ หรืออุปสงค์ ต่อความผอมหุ่นดีเป็นจำนวนมหาศาล ที่เฝ้ารอคอยความหวังว่าเมื่อใดจะมียาดีหรือของวิเศษที่จะช่วยตอบสนองเติมเต็มความอยากผอม อยากสเลนเดอร์เหมือนนางแบบ เหมือนดารา

สำหรับกาแฟลดความอ้วนที่ส่วนใหญ่โฆษณาด้วยการขายตรงแบบปากต่อปาก หรือโฆษณาแอบแฝงตามสื่อมวลชนที่ไม่ได้พูดตรงๆ แต่ใช้กิจกรรมหรือท่าทางสื่อสารให้เข้าใจว่ากาแฟนั้นช่วยลดความอ้วนได้ โดยผลิตภัณฑ์กาแฟจำนวนมากอ้างว่าได้เพิ่มเติมสารอาหารดีๆ บางอย่างที่ช่วยให้ลดความอ้วน เช่น ไฟเบอร์ ช่วยเพิ่มกากอาหารในอุจจาระ, คอลลาเจน ที่พบได้ในเนื้อสัตว์ และจะถูกย่อยเป็นโปรตีนขนาดเล็ก ก่อนถูกดูดซึมเหมือนโปรตีนทั่ว ไป หรือ แอล-คาร์นิทีนและโครเมียม (ไม่มีผลต่อการลดน้ำหนัก) เป็น ต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นการอวดอ้าง โฆษณาเกินจริงทั้งสิ้น เพราะยังไม่มีหลัก ฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าสารเหล่านี้มีคุณสมบัติลดความอ้วนได้

อีกเหตุผลที่ทำให้ผู้บริโภคหลงเชื่อ คือเครื่องหมาย "อย." ซึ่งผู้ผลิตอ้างว่าได้ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว ทั้งที่การได้เครื่องหมาย อย. นั้น หมายความว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจัดเป็นอาหาร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ไม่ใช่ยา) และรับรองว่าได้ผ่านการผลิตตามหลักการผลิตที่ดีแล้ว คือผลิตมาอย่างมีสุข ลักษณะ เป็นการควบคุมขั้นตอนการผลิตเท่านั้น ไม่ได้รับรองสรรพคุณเหมือนหรือเทียบเท่ากับยาที่สามารถลดน้ำหนักหรือลดความอ้วน ดังที่โฆษณาหรือแอบอ้าง

ทั้งนี้ เคยมีรายงานข่าวว่า อย.เคยเข้าจับกุมผลิตภัณฑ์กาแฟที่เติมยาลดความอ้วน ลงไปผสม และเมื่อนำไปตรวจพบว่าเป็น ยาไซบูทรามิน (sibutramine) ซึ่งเป็นยาลดความอ้วนที่มีอันตรายสูง ในทางกฎหมายจัดเป็นยาควบคุมพิเศษที่จะต้องจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ไม่สามารถหาซื้อได้ในร้านขายยาทั่วไป ผลข้างเคียงของยาไซบูทรามินที่พบบ่อย ได้แก่ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว ปากแห้ง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ท้องผูก ที่สำคัญห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ดี ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ ผู้ป่วยโรคตับ ผู้ป่วยโรคไต ผู้ที่มีโรคต้อหิน รวมไปถึงหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรด้วย

นอกจากนี้ มีบทความทางการแพทย์รายงานว่า เครื่องดื่มมีส่วนสำคัญถึงครึ่งหนึ่งของน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น หรือครึ่งหนึ่งของความอ้วนเกิดจากเครื่องดื่ม โดยปัจจุบันมีเครื่องดื่มหลากหลายรูปแบบ ทั้งชนิดที่เป็นชา สมุนไพร กาแฟ ฯลฯ ซึ่งมีการปรุงสี กลิ่นและรสให้น่ากิน และในจำนวนนั้นก็มีน้ำตาลที่ช่วยให้หวาน หรือครีมที่ช่วยให้เข้มข้นน่ากิน ทั้งน้ำตาลและครีมตลอดจนสารปรุงแต่งอื่นๆ ที่มีอยู่ในเครื่องดื่ม ล้วนเป็นต้นเหตุถึงครึ่งหนึ่งของความอ้วนของมนุษย์

สรุปว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีเครื่องหมาย อย. ไม่ได้หมายความว่ามีคุณสมบัติในการรักษาโรคได้ และย้ำว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่น กาแฟ ถึงแม้จะผสมสารอาหารใดๆ ก็ตาม ก็ไม่มีคุณสมบัติในการลดความอ้วนได้ ตรงกันข้าม อาจทำให้เกิดโทษต่อสุขภาพ ถ้าบริโภคมากเกินไปหรือไม่เหมาะสม อาจต้องทนทุกข์กับผลข้างเคียงของยาอันตรายที่ลักลอบเติมมาในผลิตภัณฑ์เหล่านั้นด้วย และบางครั้งอันตรายถึงชีวิต การเลือกผลิตภัณฑ์จึงควรอ่านฉลากให้ชัดเจน ใช้วิจารณญาณด้วยความรอบคอบ อย่าเชื่อคำกล่าวอ้างของผู้ขายหรือโฆษณาที่เกินความจริง ไม่เช่นนั้นจะตกเป็นเหยื่อของผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย และอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต



ขอบคุณ นสพ ข่าวสด  http://www.khaosod.co.th

พัฒนาเครื่องดื่มลดน้ำตาล ทำจากผลไม้พืชผัก-สมุนไพร

นักวิจัย จาก สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหา วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งประ กอบด้วย ดร.เนตรนภิส วัฒนสุชาติ นางเพ็ญพิมล จาตุรนต์รัศมี  นางสาวพิศมัย ศรีชาเยช   นางพยอม อัตถวิบูลย์กุล นางสาวสมจิต อ่อนเหม นางสาวมาลา ศิรทรัพย์ไพสิฐ และ นางปราณี เหลืองวรา พัฒนาสูตรการผลิตเครื่องดื่ม ลดน้ำตาล ทำจากผลไม้ พืชผักและสมุนไพร เพื่อสุขภาพที่ดีโดยได้รับทุนสนับสนุนจากกองทันตสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข
    
ดร.เนตรนภิส วัฒนสุชาติ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า ปัจจุบัน เครื่องดื่ม ที่โรงเรียนจัดเตรียมให้เด็กนักเรียนทดแทนนํ้าอัดลม ได้แก่ นํ้าผลไม้ พืช ผัก สมุนไพรต่าง ๆ นํ้าหวาน นํ้าปั่นรวมทั้ง นมถั่วเหลือง เป็นต้น มีทั้งที่เตรียมโดยทางโรงเรียนและจ้างเหมาให้ร้านค้าผลิตเพื่อจำหน่ายใช้วิธีการเตรียมที่ไม่ยุ่งยากโดยการต้มสกัดผลไม้ เติมน้ำตาล และชิมรสชาติ ซึ่งการเตรียมแต่ละครั้งอาจทำตามสูตรหรือใช้การประมาณ ทำให้น้ำผลไม้ที่เตรียมมีรสชาติไม่คงที่อาจหวานมากเกินไป และอาจมีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในวัตถุดิบหรือจากการเตรียมที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากขาดความรู้พื้นฐานในการแปรรูป และสุขลักษณะที่ดีในการผลิตอาหาร ดังนั้น ผู้รับผิดชอบในการเตรียมเครื่องดื่มสำหรับโรงเรียนควรเข้าใจหลักการแปรรูป และการควบคุมคุณภาพ เพื่อสามารถผลิตเครื่องดื่มที่มีความปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการในการบริโภคสำหรับเด็กนักเรียน
    
ดังนั้น เด็กนักเรียนควรได้รับการดูแลในการเลือกรับประทานเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกายการดื่มเครื่องดื่มลดน้ำตาล ที่ทำจากผลไม้พืชผัก และสมุนไพร ที่มีคุณภาพปลอดภัย จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งนำไปสู่สุขภาพและภาวะโภชนาการที่ดีของเด็กนักเรียนอีกด้วย
    
คณะนักวิจัยจึงได้พัฒนาสูตรเครื่องดื่ม ลดน้ำตาล ที่ทำจากผลไม้ พืชผักและสมุนไพร จำนวน 15 สูตร ได้แก่ น้ำลำไย น้ำมะพร้าว   น้ำมะตูม น้ำตะไคร้  ใบเตย น้ำเก๊กฮวย น้ำมะนาว น้ำกระเจี๊ยบ น้ำส้ม น้ำผลไม้รวม   น้ำเสาวรส น้ำเสาวรสผสมมะม่วง นมข้าวโพด   นมถั่วเหลือง  โกโก้ และนมเย็น
    
เครื่องดื่มที่พัฒนาดังกล่าวมีระดับความหวานในระดับน้อย และ น้อยมาก หรือมีค่าระหว่าง 6 ถึง 7 องศาบริกซ์ และ เครื่องดื่มน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว มีค่าระหว่าง 10 ถึง 11 องศาบริกซ์
    
สำหรับสูตร และขั้นตอนการเตรียมเครื่องดื่มน้ำกระเจี๊ยบสูตรน้ำตาลน้อย หรือสูตรอ่อนหวาน ดังนี้น้ำกระเจี๊ยบสูตรอ่อนหวาน ร้อยละของน้ำกระเจี๊ยบก่อนต้มขั้นตอนการเตรียม นำดอกกระเจี๊ยบแห้งมาล้างน้ำอย่างรวดเร็ว 2 ครั้ง หลังจากนั้นให้นำใส่หม้อน้ำตั้งไฟ เมื่อเดือดแล้วให้ลดไฟลง ต้มนาน 7-8 นาทียกลง แล้วกรองด้วยกระชอน แล้วเติมน้ำตาลทรายและเกลือ คนจนละลาย กรองด้วยผ้าขาวบาง ต้มน้ำกระเจี๊ยบอีกครั้งพอเดือดยกลง พักไว้รอให้อุณหภูมิลดลงเท่ากับ 70 องศาเซลเซียส  บรรจุใส่ขวดพลาสติกที่ล้างสะอาดและแห้ง ปิดฝา ทำให้เย็นลงทันทีด้วยน้ำเย็นเก็บรักษาที่อุณหภูมิ  4-10 องศาเซลเซียส น้ำกระเจี๊ยบ มีธาตุแคลเซียมสูง มีวิตามินเอ ซี กรดซิตริกและฟอสฟอรัส เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยขับปัสสาวะทำให้ปัสสาวะคล่องขึ้นลดความดันโลหิตสูงช่วยแก้กระหายน้ำ
    
…ส่วนน้ำผลไม้ชนิดอื่น ๆ นั้น ไว้วันจันทร์หน้าก็แล้วกันนะครับ.


ขอบคุณพิเศษ นสพ เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th

วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

“ขาหมูยัดไส้” หรือ “ขาหมูเวียดนาม”เมนูแปลกใหม่ดึงดูดลูกค้า

ธุรกิจร้านอาหารถือเป็น “ช่องทางทำกิน” ยอดฮิตของใครหลาย ๆ คน ตั้งแต่ร้านก๋วยเตี๋ยว  ร้านข้าวแกง  ร้านขนม  ร้านกาแฟ  ไปจนถึงร้านหรู ๆ ซึ่งการทำธุรกิจร้านอาหารไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกิน  โดยผู้ที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจด้านนี้ต้องมีปัจจัยและองค์ประกอบหลายอย่างเป็นตัวช่วย อาทิ เมนูหลากหลาย อาหารต้องอร่อย บริการเยี่ยม ราคาถูก บรรยากาศดี ทำเลตั้งร้านสะดวก เหล่านี้สามารถทำให้ธุรกิจร้านอาหารอยู่รอดปลอดภัย และบางร้านก็ใช้เมนูแปลกใหม่ดึงดูดลูกค้า อย่างเช่น “ขาหมูยัดไส้” หรือ “ขาหมูเวียดนาม”

กัญจนรัตน์ หิรัญพริษฐ์ หรือ เกต เจ้าของร้าน “นานา ไก่ย่าง” เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของการทำร้านอาหารว่า ที่บ้านทำธุรกิจด้านอาหารกันอยู่แล้ว และด้วยความที่ครอบครัวเป็นคนอีสานดั้งเดิมจาก จ.หนองคาย บวกกับคุณแม่เป็นคนชอบทำอาหารและทำอาหารเก่ง ทั้งเธอและน้องสาวได้รับการถ่ายทอดวิชาการทำอาหารสารพัดชนิดมาตั้งแต่เล็กจนโต และคิดว่าถ้าจะขยายธุรกิจเพื่อต่อยอดธุรกิจของครอบครัว เปิดร้านอาหารสไตล์อีสาน น่าจะทำได้ดี  เพราะคุ้นเคยและมีฝีมือในการทำอาหารอีสานอยู่แล้ว
“การทำธุรกิจร้านอาหาร ที่สำคัญเจ้าของร้านควรทำอาหารเป็นเองด้วย จะดีมากค่ะ เพราะพนักงานจะหาเรื่องหยุดได้ตลอดช่วงเทศกาลต่าง ๆ ช่วงเทศกาลคุณจะยิ่งขายดี ถ้าเราทำโดยต้องอาศัยคนอื่นตลอดจะลำบาก เราต้องสามารถกำหนดสูตร กำหนดรสชาติให้พ่อครัว เพราะถ้าเกิดเปลี่ยนพ่อครัวด้วยกรณีใด ๆ สูตรและรสชาติเดิมก็จะยังคงอยู่กับร้านตลอด จะไม่กระทบกับลูกค้า ส่วนเคล็ดในการครองใจคออาหารอีสานน่าจะเป็นรสชาติของอาหารที่จัดจ้านแต่กลมกล่อม ทางร้านจะเน้นให้เป็นรสชาติแบบอีสานแท้ ๆ รสแซบถึงใจ มีเมนูอาหารหลากหลายให้ลูกค้าได้เลือกสรร วัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงอาหารของที่ร้านเน้นสดและใหม่จริง ๆ เพราะร้านอยู่ตรงข้ามกับตลาดสะพานใหม่ สามารถซื้อของสดใหม่ได้ตลอดเวลา” เกตแจกแจง 
   
พร้อมทั้งบอกว่า นอกจากฝีมือในการปรุงอาหารแล้ว หัวใจสำคัญที่ต้องเน้นเป็นพิเศษสำหรับอาหารคือเรื่อง “ความสะอาด” ซึ่งไม่ใช่แค่จัดใส่จานให้ดูสะอาดน่ารับประทานเท่านั้น อย่างผักสดก็ต้องล้างน้ำหลายครั้งจนมั่นใจว่าสะอาดจริง เวลาประกอบอาหารก็ต้องระวัง ที่สำคัญอีกอย่างคือการทำอาหารขายต้องรู้จัก “พลิกแพลงสูตร” ตามความชอบของลูกค้า ซึ่งที่ร้านจะอยู่ใกล้กับกองทัพอากาศ ก็จะมีทหารเป็นลูกค้าประจำเยอะ
   
อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำอาหารอีสานนั้น ต้องเตรียมให้ครบครัน ที่ขาดไม่ได้คือครกกับสากไม้สำหรับตำส้มตำ รวมถึงเขียง, มีด, ช้อน, ส้อม, ทัพพี, หม้อมีด้ามสำหรับใช้ปรุง, กระปุกหรือโหลสำหรับใส่วัตถุดิบ, กะละมัง, กระทะ, เตาแก๊ส, เตาถ่าน, ซึ้งนึ่งข้าวเหนียว, ลังถึงนึ่งปลา, ตะแกรง, หม้อต้มน้ำซุป, ถาด,
คีมคีบฯลฯ
   
วัตถุดิบที่ใช้ในครัว ต้องใหม่สดทุกวัน พระเอกต้องยกให้มะละกอดิบที่ต้องสดกรอบ ที่เหลือก็เป็นพวกถั่วลิสงคั่ว, กุ้งแห้ง, น้ำตาลปี๊บ, น้ำปลาอย่างดี, น้ำมะนาว, น้ำมะขามเปียก, พริกขี้หนูสด, พริกขี้หนูแห้ง, พริกป่น, ข้าวคั่ว, ปูเค็ม, ปลาร้า, ซอสปรุงรส, เกลือ, น้ำตาลทราย, เนื้อหมู, เนื้อไก่, เนื้อปลา, ชูรส, ผักชี, ฝรั่ง, แครอท, ต้นหอม, ใบสะระแหน่, ถั่วฝักยาว, มะเขือเทศ,  ผักสดนานาชนิด เช่น กะหล่ำปลี, ผักบุ้งนา, แตงกวา, ผักแว่น, ผักแผ้ว, ผักกาดหอม ฯลฯ ตามแต่ผักชนิดใดจะเหมาะกับอาหารชนิดใด เหล่านี้เป็นต้น

สำหรับเมนูของร้านนี้ อาทิ ไก่ย่างนานา, ปากเป็ดทอด, ต้มแซบกระดูกอ่อน, แกงอ่อมหมู, ปลาร้าทรงเครื่อง, ยำเอ็นแก้ว, ปลาเก๋าลวกจิ้ม, เนื้อลายลวก, ไส้ตันทอด, ไก่บ้านต้มใบมะขาม, จิ้มจุ่มอีสาน, ปลาช่อนเผาเกลือ, ปลาทับทิมเผาเกลือ, ปลาดุกย่าง, ปลานึ่ง, ปลาทับทิมราดพริก, ปลามะนาว, เนื้อย่าง, คอหมูย่าง, หอยเผา, ต้มยำต่าง ๆ, ตำลาว,  ตำป่า, ตำหอยดอง, ตำปูม้า, ตำไข่เค็ม, ตำซั่ว, น้ำตก, ลาบ ฯลฯ
        
รวมถึง “ขาหมูยัดไส้” หรือ “ขาหมูเวียดนาม” เมนูนี้เป็นอีกจานเด็ดที่ลูกค้าเกือบทุกโต๊ะต้องสั่ง โดย “ขาหมูยัดไส้” หรือ “ขาหมูเวียดนาม” นี้ วัตถุดิบที่ใช้ทำก็มี ขาหมู, หมูเนื้อสันติดมัน, หนังหมู, เห็ดหอม, เห็ดหูหนู, เครื่องเทศ, น้ำตาล, น้ำปลา, ซอสปรุงรส 
      
ขั้นตอนการทำ “ขาหมูยัดไส้” หรือ “ขาหมูเวียดนาม” เริ่มจากเลือกขาหมูคุณภาพดีมาใช้  เมื่อได้มาแล้วก็เอาขาหมูมาขูดหนังและล้างให้สะอาด ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ ใช้มีดปลายแหลมคว้านเนื้อและเลาะเอากระดูกออกให้เหลือแต่หนังและส่วนของปลายเท้าเพื่อให้คงรูปเดิม ตั้งพักไว้
   
ระหว่างนั้นให้นำหนังหมูมาขูดล้างสะอาด แล้วนำไปต้มให้สุก ตักขึ้นผึ่งให้สะเด็ดน้ำ หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เตรียมไว้ นำเห็ดหอมไปแช่น้ำทิ้งไว้สักครู่ พอนิ่มให้หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เช่นเดียวกับเห็ดหูหนูก็หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เตรียมไว้ จากนั้นนำหมูเนื้อสันติดมันมาบดหรือสับให้ละเอียด แล้วผสมกับเครื่องเทศ เห็ดหอมหั่น เห็ดหูหนูหั่น หนังหมูหั่น ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา ซอสปรุงรส ทำการคลุกเคล้าให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน 
      
เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีแล้ว ก็นำไปยัดใส่ลงในขาหมูที่เตรียมไว้ ใช้ด้ายเย็บหนังให้ปิดสนิท ก่อนจะนำไปนึ่งนานประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อสุกแล้วยกลงทิ้งไว้ให้เย็น ก่อนจะนำไปเก็บไว้ในตู้เย็น เมื่อจะเสิร์ฟให้ลูกค้ารับประทานก็นำขาหมูออกมาหั่นสไลด์ตามขวางเป็นชิ้นบาง ๆ รับประทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ด และ
ผักสด
      
อาหารของร้านนี้มีราคาตั้งแต่ 40 จนถึง 180 บาท ขึ้นอยู่กับเมนู ส่วน “ขาหมูยัดไส้” ขายจานละ 60 บาท โดยทุนเฉพาะวัตถุดิบของอาหารต่าง ๆ แต่ละจาน (ไม่รวมทุนเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ) ไม่เกิน 50%
                                   
ร้านของเกตตั้งอยู่ปากซอยพหลโยธิน 54 ต้องการติดต่อเกต ก็โทร. 08-6407-5909, 08-6608-2829 ต้องการจองโต๊ะ โทร. 08-1864-6532 ร้านเปิดให้บริการตั้งแต่  17.00-24.00 น. ทุกวัน นอกจากจะขายที่ร้านแล้วยังมีบริการส่งฟรีในละแวกร้าน เมื่อสั่งอาหารตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไป และรับจัดเลี้ยงตามงาน
ต่าง ๆ ด้วย

โดยมี “ขาหมูยัดไส้” เป็นหนึ่งในเมนูเด่น!!.

เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง-ภาพ  
http://www.dailynews.co.th

แอดแวน ดีบี ยางของคนรักความนุ่มเงียบ

แอดแวน ดีบี (เดซิเบล) เป็นยางสายพันธุ์นุ่มเงียบรุ่นล่าสุดของค่ายโยโกฮาม่า ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “พลังแห่งความนุ่มเงียบ” เพื่อให้เป็นยางสำหรับรถระดับพรีเมียมที่มีความนิ่มนวลและเงียบ แต่ยังคงประสิทธิภาพการบังคับควบคุม ให้ความปลอดภัยเหมือนยางในตระกูลแอดแวน แถมยังเป็นยางที่มีค่าความต้านทานการหมุนต่ำ จึงช่วยลดอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง และส่งเสริมการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม อันเป็นนโยบายของโยโกฮาม่า

ในการทดลองสมรรถนะของยางแอดแวน ดีบีนั้น ทางโยโกฮาม่าได้นำยางรุ่น ดีบี อีเอส 501 ซึ่งเป็นยางสายพันธุ์เงียบรุ่นก่อน (เปิดตัวไปเมื่อประมาณต้นปี 2548) มาใช้เป็นตัวเปรียบเทียบ สำหรับความแตกต่างของยางทั้งสองรุ่นนี้ จะเห็นได้ว่าลักษณะของดอกยางในรุ่นแอดแวน ดีบี มีการออกแบบที่แตกต่างไปอย่างชัดเจน โดยดอกยางลายใหม่จะมีรูปแบบที่ไม่สมมาตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมรถขณะเปลี่ยนเลนหรือเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ส่วนตัวโครงสร้างของแก้มยางก็ได้รับการออกแบบให้สูงขึ้น เพื่อรองรับการขับขี่ได้อย่างมั่นคงและนุ่มนวลบล็อกดอกยางจะมีรูปแบบการจัดเรียงร่องยางแบบต่อเนื่อง ส่งผลให้เสียงยางขณะบดถนนเงียบลง แต่ยังคงความสามารถในการบังคับควบคุมทิศทางได้แม่นยำ และถ้าสังเกตลักษณะของดอกยางให้ดี ๆ จะเห็นว่า ดอกยางของแอนแวน ดีบี จะมีระยะห่างกันแบบแปรผันถึง 5 ขนาด ซึ่งจะช่วยทำให้เกิดการกระจายความถี่ของเสียงทำให้เสียงรบกวนลดลง นอกจากนี้ที่ร่องดอกยางบริเวณไหล่ยางยังเป็นแบบ 3 มิติ ทั้งฝั่งด้านนอกและด้านใน จึงช่วยเพิ่มสมรรถนะความแข็งแกร่งของดอกยาง และลดเสียงรบกวนอันเกิดจากการหมุนของยางลงอีกด้วย

สำหรับส่วนผสมในเนื้อยางจะเป็นแบบพิเศษเฉพาะที่เรียกว่า “แอดแวน ดีบี นาโน เพาเวอร์ รับเบอร์” โดยใช้สารโพลีเมอร์ และไมโคร ซิลิกา ตัวใหม่ผสานลงในเนื้อยาง ช่วยให้ผิวหน้ายางสัมผัสพื้นถนนได้มากขึ้น เพิ่มสมรรถนะการเกาะถนนที่ดีบนถนนเปียก และช่วยลดความต้านทานการหมุนทำให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นด้วย ซึ่งผลจากการทดสอบโดยปล่อยรถให้ไหลลงจากทางลาด รถที่ใส่ยางแอดแวน ดีบีจะเคลื่อนที่ไปได้ไกลกว่ารถที่ใส่ยางอีเอส 501 เฉลี่ยอยู่ที่ 5.4 เมตร 

ทางด้านของสมรรถนะหลังจากได้ทดลองขับรถที่ใส่ยางทั้ง 2 รุ่นแล้ว โดยส่วนตัวแล้วผมว่า แอดแวน ดีบียังคงรักษาความโดดเด่นในเรื่องของความเงียบและความนิ่มนวลได้ดีไม่แตกต่างไปจากรุ่นอีเอส 501 ที่โยโกฮาม่าเลือกมาเปรียบเทียบสักเท่าไร แต่สำหรับความรู้สึกขณะที่ขับขี่ แอดแวน ดีบีจะให้การตอบสนองที่แม่นยำกว่า คือผมรู้สึกว่าตัวอีเอส 501 นั้นเนื้อยางและแก้มยางออกจะนิ่มกว่า ทำให้เวลาเปลี่ยนเลนหรือเข้าโค้งเร็ว ๆ ยางจะออกอาการโยนตัวไปก่อนแต่รถยังไม่เลี้ยวตาม ในขณะที่แอดแวน ดีบีจะตอบสนองต่อการควบคุมได้ดีและไวกว่า ส่วนสมรรถนะของการเบรกบนสภาพพื้นผิวถนนเปียก ที่ระดับความเร็วเริ่มเบรก 80 กม./ชม. แอดแวน ดีบีทำได้สั้นกว่าอีเอส 501 ประมาณ 5% หรือเท่ากับ 2.5 เมตร

สำหรับสนนราคาค่าตัวของยางรุ่นแอดแวน ดีบีนั้น ตอนนี้ยังไม่ได้มีการตั้งราคาอย่างเป็นทางการ แต่ถ้าเทียบกับอีเอส 501 แล้ว แอดแวน ดีบีจะแพงขึ้นอีกประมาณ 10%.

สมฤกษ์ รื่นสัมฤทธิ์  http://www.dailynews.co.th/