แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สูตรอาหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สูตรอาหาร แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555

สังขยาฟักทอง

เมนูนี้ดัดแปลงจากพุดดิ้งช็อกโกแลตรสหวานมันจากนมและครีม เนื้อสัมผัสเนียนนุ่มสไตล์ยุโรป รับประทานกับซอสและผลไม้สดนานาชนิด ดูไปก็มีส่วนคล้ายกับสังขยาฟักทองของบ้านเรา ว่าแล้วก็ไม่รอช้า นำของหวานทั้งสองเมนูนี้มาประยุกต์รวมกัน ด้วยการใส่ช็อกโกแลตรสเข้มข้นลงไปผสมกับสังขยาแบบไทยที่เพิ่มความมันให้ขนม ด้วยนมและครีม นำไปนึ่งในฟักทองเนื้อหนาสีเหลืองสดทำให้สีตัดกันและรสชาติกลมกล่อมลงตัว เสิร์ฟพร้อมกับซอสวานิลลากลิ่นหอมรสหวานเข้ากันได้ดี

เตรียม 30 นาที ปรุง 60 นาที (สำหรับ 8 ที่)
ส่วนผสมสังขยา
  • นมสด ½ ถ้วย
  • กะทิ ¼ ถ้วย
  • วิปปิ้งครีม ¼  ถ้วย
  • ไข่ไก่ 4  ฟอง
  • น้ำตาลมะพร้าวอย่างดี 200 กรัม
  • ดาร์กช็อกโกแลตละลาย ½ ถ้วย
  • ฟักทองคว้านเมล็ดออก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7 นิ้ว 1 ลูก
  • น้ำตาลไอซิ่งและดาร์กช็อกโกแลตสำหรับตกแต่ง
วิธีทำ
  1. ผสมนม กะทิ วิปปิ้งครีม ไข่ไก่  และน้ำตาลมะพร้าวให้เข้ากัน ค่อยๆใส่ดาร์กช็อกโกแลตลงไปคนผสม กรองด้วยผ้าขาวบาง เทใส่ในฟักทองที่เตรียมไว้
  2. ตั้งไฟต้มน้ำในลังถึงให้เดือด นำฟักทองในข้อ 1 ใส่ลงในภาชนะที่มีขนาดพอดีกับลูกฟักทอง นึ่งด้วยไฟอ่อนประมาณ 50 – 60 นาที จนสุก
  3. ปิดไฟ ยกฟักทองออกจากลังถึง พักให้เย็น ตัดเป็นชิ้นรับประทานกับซอสวานิลลา
ส่วนผสมซอสวานิลลา
  • นมสด 1 ถ้วย
  • วิปปิ้งครีม ½ ถ้วย
  • น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่แดง  2 ฟอง
  • วานิลลาชนิดน้ำ 1 ช้อนโต๊ะ
  • เนยเค็ม 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
  1. ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันยกเว้นเนย นำไปตุ๋นในน้ำเดือดจนส่วนผสมข้น ใส่เนยคนให้ละลาย ปิดไฟยกลง
วิธีจัดเสิร์ฟ
  • ตักซอสวานิลลาใส่จาน วางสังขยาที่ตัดเป็นชิ้นแล้ว โรยด้วยไอซิ่ง และตกแต่งด้วยดาร์กช็อกโกแลต
Tip
  • กรองส่วนผสมเนื้อสังขยาก่อนนำไปนึ่งช่วยให้เนื้อขนมเนียนขึ้น
  • ใส่ฟักทองลงในภาชนะที่พอดี จะช่วยให้ฟักทองไม่แตกเวลานึ่ง
  • การนึ่งสังขยาด้วยไฟอ่อนจะช่วยให้เนื้อสังขยาเนียนไม่มีฟองอากาศ 
Cuisine นิตยสาร Health & Cuisine ปีที่ : 10 ฉบับที่ : 117 เดือน : ตุลาคม 2553

ขนมครกสูตรโบราณแถวตลาดพรานนก

ขนมครก สูตรโบราณแถวตลาดพรานนกที่เรานาฝากนี้ แป้งด้านนอกกรอบ เนื้อด้านในนุ่ม รสหวาน เค็มมัน กำลังดี มี 4 รสชาติให้เลือก คือ ข้าวโพด ต้นหอม มะพร้าวอ่อนใบเตย และเผือกอัญชัน ซึ่งการันตีให้คุณตั๊ก – นภัสรัญชน์ มิตรเอม พาแฟนสาวสุดสวย (คุณป๊อก-ปิยธิดา วรมุสิก) ไปลองชิมหรือจะลงมือทำตามสูตร รับรองว่าอร่อยไม่แพ้เจ้าไหนๆ เลยทีเดียว

ส่วนผสม (สำหรับ 50 คู่)
เตรียม 30 นาที ปรุง 30 นาที

  • แป้งข้าวจ้าว 1 กิโลกรัม
  • น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
  • มะพร้าวขูด 3 กิโลกรัม
  • ข้าวสุกบดละเอียด 2 ถ้วย
  • แป้งหมี่ 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า (1) 1 ½ ถ้วย
  • น้ำเปล่า (2) 6 ถ้วย
  • น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ เล็กน้อย
  • น้ำอัญชันเข้มข้นเล็กน้อย
  • น้ำใบเตยเข้มข้นเล็กน้อย
  • ข้าวโพด ต้นหอม มะพร้าวอ่อน และเผือก สำหรับโรยหน้า
  • น้ำมันและผ้าสำหรับเช็ดเบ้าขนมครก
วิธีทำ
  1. คั้น มะพร้าวขูดกับน้ำเปล่า (1) แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง พักไว้เป็นหัวกะทิ แล้วเติมน้ำเปล่า (2) ลงไปในมะพร้าวขูด คั้นอีกครั้งให้ได้หางกะทิ กรองด้วยผ้าขาวบาง พักไว้
  2. ทำหน้าขนมโดยผสมหัวกะทิในข้อ1 น้ำตาลทราย น้ำตาลปี๊บ และเกลือให้เข้ากัน ชิมดูให้ได้รสหวานนำเค็มตาม พักไว้ 
  3. ทำ ตัวแป้งโดยผสมหางกะทิในข้อ1 กับแป้งข้าวจ้าว แป้งหมี่ ข้าวสุก และเกลือให้เข้ากัน แล้วแบ่งส่วนผสมตัวแป้งออกเป็นสี่ส่วนเท่า ๆ กัน ส่วนแรกผสมน้ำอัญชันลงไป ส่วนที่สองผสมน้ำใบเตย และส่วนที่เหลือคงไว้เช่นเดิม 
  4. ก่อนหยอดแป้งเช็ดเบ้าด้วยน้ำมัน พอร้อน หยอดส่วนผสมตัวแป้งสีต่าง ๆ ลงในเบ้าที่ตั้งไฟร้อน ประมาณ 2 ใน 3 แล้วหยอดส่วนผสมหน้าขนมในข้อ 1 ราดทับลงไป โรยหน้าด้วยข้าวโพด ต้นหอม มะพร้าวอ่อน และเผือกลงไป ปิดฝารอจนขนมสุก แคะออกจากเบ้า พร้อมเสิร์ฟ
Cuisine นิตยสาร Health & Cuisine ปีที่ : 11 ฉบับที่ : 133 เดือน : กุมภาพันธ์ 2555

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หมี่ผัด ส้มตำโคราช ร้านผัดหมี่โคราชแม่แต๋ว

ร้านผัดหมี่โคราชแม่แต๋วไม่ใช่ร้านอาหารใหญ่โตหรูหรา หากแต่เป็นร้านขายอาหารการกิน จำพวกรถเข็นที่ตั้งริมฟุตปาธซอยท่านผู้หญิงพหลฯย่านเกษตร ที่ขายอาหารจานเดียวเป็นหมี่ผัดโคราช ส้มตำ ลูกชิ้นปิ้งและไส้กรอก ที่มีทั้งคนทำงาน นักศึกษา มาอุดหนุนเป็นลูกค้าประจำสม่ำเสมอร้านผัดหมี่โคราชแม่แต๋ว เป็นร้านที่คู่ชีวิตนักสู้อย่าง คุณโหน่งและคุณจอย ที่สู้อุตส่าห์จากบ้านเกิดที่ ตำบลกระโทก อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา มายึดหัวหาดริมทางเท้า ซอยท่านผู้หญิงพหลฯขายผัดหมี่โคราช ส้มตำมานานถึง 11 ปี เริ่มต้นการขายที่แทบไม่มีลูกค้า กระทั่งมีลูกค้าติดใจรสมือการปรุง ทำให้มีการบอกปากต่อปาก โดยเฉพาะเมนูเด็ดขึ้นชื่อคือ ผัดหมี่โคราช อาหารพื้นบ้านของชาวโคราช และ คุณโหน่ง เจ้าของร้านนำตำรับการปรุงหมี่ผัดโคราชแบบโบราณมาจากแม่ มาปรุงรสให้กลมกล่อมจนใครๆ ติดใจ

ผัดหมี่โคราชร้านนี้มีแบบ เส้นสด วุ้นเส้น และ เส้นเล็ก ที่เด่นโดนลิ้น เห็นจะเป็นผัดหมี่โคราชที่ใช้เส้นสด จากตำบลกระโทก อำเภอโชคชัย มาเป็นวัตถุดิบกับเครื่องเครา เอกลักษณ์เส้นสด ใช้แต่แป้งข้าวเจ้าอย่างเดียวมาทำ สีออกขุ่นๆ ไม่ขาวนวล แต่ตัวเส้นนุ่ม หอมธรรมชาติ
 
แค่ตัวเส้นสดมีที่มาน่าสนใจ วิธีผัดปรุงรสหน้าร้านริมรถเข็นเพลินตาไม่น้อย เห็นตั้งแต่ขั้นตอนใช้น้ำมันหมู ที่ใช้มันหมูเจียวเอาน้ำมันมาใช้วันต่อวัน แล้วใส่เนื้อหมู หอมแดงสับ น้ำตาลปีี๊บ พริกป่น ซีอิ๊วดำ น้ำมะขามเปียก ที่ใช้มะขามเปียกข้ามปี มาทำเป็นน้ำมะขามปรุงรส ให้รสชาติไม่เปรี้ยวแหลม

รสชาติของผัดหมี่โคราชเส้นสด เด่นตั้งแต่ตัวเส้นเหนียวนุ่ม ไม่แฉะ เพราะผัดได้แห้ง ส่วนรสชาติออกหวาน ไล่มาเปรี้ยว เค็ม กลมกล่อมกำลังดี ทานเคียงไปพร้อมกับผักสดอย่างหัวปลี ใบบัวบก ถั่วงอกดิบ ได้สารอาหารครบถ้วนถ้าไม่ชอบใจเส้นสด จะเปลี่ยนเป็นวุ้นเส้นหรือเส้นเล็ก ย่อมได้ เพราะรสชาติเหมือนกันต่างกันตรงตัวเส้น

ชอบทานส้มตำแซบ มีสิทธิสั่งจากร้านนี้มาทานได้เพราะของเขามีส้มตำรายการเด็ดไว้ให้สั่งมารับประทาน ถ้าจะเอาตรงคอนเซปต์ โคราช ต้องลองสั่ง ตำโคราช อธิบายง่าย ๆ เป็นส้มตำผสมระหว่างตำไทยกับตำลาว ใสทุกอย่างทั้งมะละกอ มะเขือ ถั่วฝักยาว ปูเค็ม กุ้งแห้ง ถั่วลิสงคั่ว ที่ขาดไม่ได้คือ ปลาร้า ถ้าคิดจะสั่งตำโคราช ถ้าทานปลาร้าไม่เป็น มีสิทธิสั่งแบบไม่เอาปลาร้าก็ได้ แต่จะอดสัมผัสรสชาติตำโคราชแบบดั้งเดิมไปเสียสิ้น

แม่พลอยอยากทานตำโคราชแบบไร้เส้นมะละกอ เลือกเอาสั่งตำถั่วฝักยาวแบบโคราช มีถั่วฝักยาว มะเขือเทศ มะเขือเปราะ ตำคลุกเคล้ารสน้ำยำ แล้วสั่งกากหมูกรอบมาโรยหน้า ทานไปพร้อมกัน ได้รสชาติอร่อยไปอีกแบบ ร้านนี้มี ตำปู ตำปลาร้า ตำไทย ตำไข่เค็ม ให้เลือกสั่งทานแบบใจชอบได้หลายรายการ

เมนู ลูกชิ้นปิ้ง ไส้กรอกย่าง ร้อน ๆ จากเตานี่ มัดใจคนชอบทานลูกชิ้นปิ้งจนอยู่หมัด ลูกชิ้นหมูแท้อย่างดี เคี้ยวหนึบ จิ้มทานกับน้ำจิ้มรสเด็ด ที่เจ้าของร้านปรุงเอง รับรองไม้เดียวไม่พอ ต้องมีไม้สอง ไม้สามและไม้ที่สี่ ตามมา ส่วนไส้กรอกหมูหอม นุ่ม อร่อยไม่แพ้กัน
ผัดหมี่โคราชแม่แต๋ว ร้านรถเข็นที่ต้องยกนิ้วในเรื่องรสชาติให้ ร้านเล็กแต่คนทานเยอะ นึกอยากไปทานแม่พลอยรบกวนชวนให้มาทำจิตใจเย็น ๆ อย่าใจร้อนเวลาสั่ง เพราะทีมงานน้อย แต่คนทานเยอะพอควร เรื่องบริการอาจมีขาดตกบกพร่อง ถ้าพร้อมความรู้สึกด้านนี้ลองแวะดูร้านเปิดบริการจันทร์–เสาร์ ตั้งแต่ 16.00–22.00 น. ปิดบริการทุกวันอาทิตย์ สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ 08-1580-5381
แม่พลอย : http://www.dailynews.co.th/

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

“พายมะพร้าวอ่อน” ไม่มีร้านก็ทำได้

แม้ปัจจุบันจะมีผู้ทำอาชีพ-ทำธุรกิจเกี่ยวกับเบเกอรี่ ขนมปัง เค้ก คุกกี้ จำนวนมาก แต่ตลาดก็ยังมีช่องว่าง ซึ่งขนมประเภทนี้ยังขายได้ ยังเป็นที่นิยมในยุคปัจจุบัน ด้วยความอร่อย ราคาไม่แพง รูปร่างหน้าตาน่ารับประทาน มีให้เลือกหลากหลายชนิด อาทิ ขนมปังหน้า
ต่าง ๆ สารพัดไส้ บราวนี่ เค้ก คุกกี้ พาย ฯลฯ และวันนี้ “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลและสูตรการทำ “พายมะพร้าวอ่อน” จำหน่าย มานำเสนอให้กับผู้กำลังมองหาอาชีพ ได้ลองพิจารณากันดู...
   
นารีรัตน์ สุขุมาลจันทร์ หรือ “ป้าแดง” ซึ่งทำเบเกอรี่ส่งขาย เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของอาชีพนี้ว่า พลิกผันชีวิตตัวเองจากเป็นแม่บ้านดูแลสามีและลูก ๆ อยู่ที่จังหวัดมหาสารคาม หันมาทำเบเกอรี่ขาย สืบเนื่องเพราะสามีมีอาชีพรับราชการเป็นนายตำรวจ มักมีแขกแวะเวียนมาที่บ้านเป็นประจำ ในฐานะแม่บ้านจึงต้องทำ ต้องสรรหาอาหาร ขนม อาหารว่างอร่อย ๆ ไว้ต้อนรับแขก ซึ่งก็มักจะได้รับคำชมจากแขกเสมอ ๆ ก็มีความสุขทุกครั้ง และส่วนตัวก็สนใจเรื่องการทำอาหารและขนมต่าง ๆ มาตั้งแต่ยังไม่แต่งงาน พอมีเวลาว่างก็จะศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสือและทีวี 
พอสามีย้ายเข้ากรุงเทพฯ คิดว่าโอกาสที่จะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝันมาถึงแล้ว จึงไปลงคอร์สเรียนการทำขนมและเบเกอรี่ หลังจากเรียนการทำขนมในแต่ละครั้งก็จะมาลองฝึกทำต่อที่บ้านเพื่อความชำนาญ แล้วนำไปแจกจ่ายเพื่อนบ้าน ทุกคนชิมแล้วต่างแนะนำให้ทำขาย ก็เห็นด้วย เพราะที่กรุงเทพฯค่าครองชีพสูง ก็อยากมีรายได้เสริมช่วยครอบครัว พอดีสามีมาเสียชีวิตลง ตนเองก็ต้องเป็นเสาหลักแทน จึงมุ่งมั่นทำเบเกอรี่ขายเลี้ยงลูก ๆ มาจนถึงปัจจุบันนี้
    
นารีรัตน์ยังบอกอีกว่า อาจเพราะมีใจรักและพอจะมีฝีมือ แม้ไม่มีหน้าร้านวางขนมขาย แต่อาศัยว่าลูกค้าที่เคยชิมหรือสั่งซื้อขนมไปรับประทาน บอกต่อกันปากต่อปาก ทำให้มียอดสั่งซื้อไม่ขาด บางคนใช้เป็นของฝากของขวัญในเทศกาลต่าง ๆ รวมทั้งมีคนมารับไปขายต่อด้วย และปัจจุบันก็ยังรับสอนโดยคิดแค่ค่าวัตถุดิบเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น
    
อาชีพนี้ อุปกรณ์ที่ใช้ก็เป็นอุปกรณ์สำหรับการทำเบเกอรี่ทั่วไป อาทิ เตาอบ หม้อ ฟอยล์ ช้อนตวง มีด จาน ส้อม ถาด ฯลฯ ส่วนการทำ “พายมะพร้าวอ่อน” สำหรับไส้พาย ส่วนผสมก็มี...เนื้อมะพร้าวอ่อน 83 กรัม, น้ำมะพร้าวอ่อน 500 กรัม, นมข้นจืด 250 กรัม, น้ำตาลทราย 300 กรัม, แป้งข้าวโพด 116 กรัม, เกลือ  ช้อนชา, เนยสด 50 กรัม        
    
ขั้นตอนการทำ “พายมะพร้าวอ่อน” เริ่มต้นจากการทำไส้มะพร้าวอ่อนก่อน โดยนำเนื้อมะพร้าวกับน้ำมะพร้าวใส่หม้อยกขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟอ่อนต้มจนเดือด ใส่น้ำตาลทราย นมข้นจืด และเกลือ ตามลงไป คนให้เข้ากัน ต้มต่อไปสักครู่ แล้วค่อยละลายแป้งข้าวโพดใส่ตามลงไป คนส่วนผสมให้เข้ากัน ใส่เนยสดตามลงไปเป็นขั้นตอนสุดท้าย ยกลงตั้งพักไว้ให้เย็น
    
ต่อไปเป็นขั้นตอนการทำตัวแป้ง ส่วนผสมก็มี แป้งสาลีอเนกประสงค์ 400 กรัม, เนยสด 100 กรัม, น้ำเย็น 50 กรัม วิธีทำเริ่มจากนำแป้งลงผสมกับเนยสดในกะละมัง ใช้มือนวดส่วนผสมให้เข้ากัน ค่อย ๆ เทน้ำเย็นใส่ตามลงไปทีละน้อย นวดไปเรื่อย ๆ ให้ส่วนผสมแป้งเข้ากันดี ตั้งพักไว้ประมาณ 10-15 นาที
    
นำแป้งที่ผสมดีแล้วมาแบ่งออกเป็น 4 ส่วน นำแต่ละส่วนมาปั้นให้เป็นก้อนกลม ๆ ใช้ไม้นวดแป้งมาคลึงรีดให้เป็นแผ่นใหญ่ ๆ ให้มีความบางประมาณ  ซม. จากนั้นให้นำแป้งที่ได้ใส่จานพาย ตัดขอบให้กลมเท่าจาน ใช้ส้อมจิ้มแป้งพายให้ทั่ว ตักไส้มะพร้าวอ่อนที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในตัวแป้งให้สูงประมาณ  ของพาย
    
จากนั้นนำก้อนแป้งมาคลึง รีดเป็นแผ่น วางปิดหน้าพาย ตัดขอบให้กลมตามขนาดจานพาย แล้วกดขอบแป้งให้ติดกัน ทำจีบรอบจานให้สวยงาม แล้วใช้กรรไกรหรือส้อมเจาะรูให้เป็นรูปหรือลวดลายที่สวยงามเพื่อใช้เป็นช่องของไอน้ำที่ระเหยออกจากพิมพ์ นำเข้าเตาอบ อบด้วยอุณหภูมิ 400 องศาฟาเรนไฮต์ ใช้เวลาอบประมาณ 12-15 นาที หรือจนกระทั่งสุก นำออกมาจากเตา ตั้งพักไว้ให้เย็น
    
นารีรัตน์บอกว่า “พายมะพร้าวอ่อน” ที่ทำนี้สามารถเก็บโดยแช่ตู้เย็น เก็บไว้ได้นานเป็นระยะเวลา 3 วัน โดยไม่เสียรสชาติ และจากสูตรที่ว่ามาสามารถทำพายมะพร้าวอ่อนได้ 2 ถาด ราคาขายพายมะพร้าวอ่อน ถาดละ 55 บาท (ตัดแบ่งได้ 8 ชิ้น)     
    
สนใจ “พายมะพร้าวอ่อน” เจ้านี้ ต้องการสั่งซื้อ ต้องการซื้อไป จำหน่ายต่อ หรือต้องการเรียนการทำเบเกอรี่กับนารีรัตน์ ติดต่อได้ที่ โทร. 08-9514-2174 ซึ่งการทำเบเกอรี่ขายนั้น แม้ไม่มีหน้าร้านก็สามารถทำได้ ด้วยวิธีรับสั่งทำ.
คู่มือลงทุน...พายมะพร้าวอ่อน
ทุนเบื้องต้น    ประมาณ 30,000  บาท

ทุนวัตถุดิบ    ไม่เกิน 60% ของราคา

รายได้    ราคาถาดละ 55 บาท

แรงงาน    1 คนขึ้นไป

ตลาด    ขายเอง ขายส่ง รับสั่งทำ

จุดน่าสนใจ    ไม่มีหน้าร้านก็ทำขายได้
****

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เมนูนี้ต้องเผ็ดนำเผ็ดร้อนนิดๆ ด้วยส่วนผสมเครื่องผัด ผัดกะเพราไก่

จานเด็ด 77 จังหวัด


ผัดกะเพราไก่ ฟังดูอาจเป็นเมนูง่ายๆ แต่จะทำให้อร่อยติดใจก็ไม่ได้ง่ายเสมอไป

เสถียร ท้วมจันทร์ ข่าวสดสุพรรณบุรี พาไปชิม ผัดกะเพราไก่บ้าน ของร้านข้าวแกง สระยายโสม เปิดตัวไปแล้วถึง 3 สาขา

สาขาแรกที่ตำบลสระยายโสม อำเภออู่ทอง สาขา 2 อยู่ที่อำเภอเมือง เมืองสุพรรณบุรี และสาขา 3 อยู่ที่อำเภอศรีประจันต์

ผัดกะเพราไก่บ้านร้านสระยายโสม เป็นไก่บ้านเพศเมีย มีเนื้อนุ่มปนเหนียว



วิธีทำให้หั่นเนื้อไก่และเครื่องในสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ แต่อย่าให้ถึงกับละเอียดแค่เป็นชิ้นเล็กๆ และไม่มีกระดูกเท่านั้นพอ จากนั้นล้างน้ำให้สะอาดพักไว้ก่อนแล้วเตรียมเครื่องผัด

ต้องมีกระเทียมไทยแท้ๆ ใบกะเพราใบเล็ก เรียกกะเพราบ้าน กลิ่นแรงมีความหอมปนความเผ็ดเล็กๆ พริกไทย ใช้แบบธรรมดาไม่เอาพริกไทยดำ ส่วนพริกใช้พริกขี้หนูสวนหรือพริกขี้หนูจินดา ชนิดอื่นอย่าใช้และใช้เฉพาะเมล็ดสีเขียวเท่านั้น

จากนั้นโขลกพริกไทย กระเทียม และพริกจนเกือบละเอียดแล้วใส่กระทะที่ตั้งไฟไว้พอหอม ใส่น้ำมันพืชนิดๆ เพราะที่ไก่จะมีน้ำมันออกมาอีก

ใส่เนื้อไก่และเครื่องในไก่ลงไป จากนั้นเติมซอสปรุงรส น้ำมันหอย ซีอิ๊ว น้ำปลา หรือใครชอบหวานก็ใส่น้ำตาลลงไปเล็กน้อย เมื่อปรุงรสจนได้ที่ แต่ต้องเคี่ยวไฟปานกลางไปเรื่อยๆ จนเนื้อไก่กับส่วนผสมเข้าเนื้อ อย่าใช้ไฟแรงหรือไฟอ่อนเกินไป

เมนูนี้ต้องเผ็ดนำ หวาน นุ่มเหนียวเนื้อไก่ และมันๆ กรุบๆ ที่เครื่องในมีความหอมกะเพรา เผ็ดร้อนนิดๆ ด้วยส่วนผสมเครื่องผัด

กินกับไข่ต้มยางมะตูมหรือไข่พะโล้ รสชาติอร่อยลงตัว
**
**
Credit : http://www.khaosod.co.th

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

'ปลาหมึกอบน้ำผึ้ง' อีกหนึ่งแปรรูปขายคล่อง

เก็บตกจากงานสื่อมวลชนสัญจร มา’ยอง โอทอป จ.ระยอง ระหว่าง 25-26 มี.ค. ที่ผ่านมา อีกอาชีพที่ทีม ’ช่องทางทำกิน“ เก็บข้อมูลมาให้ลองพิจารณากันคือ การแปรรูปปลาหมึกเป็น ’ปลาหมึกปรุงรส“ แบบต่าง ๆ เป็นอาหารว่างทานเล่นที่หลายคนโปรดปราน และก็เป็นอาชีพที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ทำออกจำหน่ายรายนี้... 
   
มงคล ไตรรัตน์จรัสพร เป็นหัวเรือใหญ่ในการทำ “ปลาหมึกปรุงรส” ขาย โดยใช้ชื่อแบรนด์ เปี๊ยก ปลาหมึก ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อใน ต.บ้านเพ จ.ระยอง โดย เปี๊ยก ปลาหมึก ดำเนินการเป็นวิสาหกิจชุมชนด้านผลิตภัณฑ์แปรรูป ซึ่งชื่อเปี๊ยกก็มาจากชื่อเล่นของหัวเรือใหญ่ผู้ริเริ่มก่อตั้ง ซึ่งเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการอาหารทะเลมานานกว่า 30 ปี
    
เปี๊ยก-มงคลเล่าว่า แต่เดิมก็ไม่ได้ทำธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป เคยค้าขายอะไหล่รถยนต์มาก่อน ซึ่งจุดเริ่มต้นของการก้าวมาสู่ธุรกิจทำปลาหมึกแปรรูปคือมีลูกค้าชาวญี่ปุ่นต้องการปลาหมึกแปรรูปจากประเทศไทย เพราะได้มาสำรวจพื้นที่แหล่งผลิตปลาหมึกในประเทศไทย พบว่าที่ย่านบ้านเพมีปลาหมึกที่นำมาแปรรูปแล้วรสชาติดี
    
“ลูกค้าญี่ปุ่นแนะนำให้ทดลองทำปลา หมึกแปรรูปในรูปแบบย่างสุกส่งไป โดยทางญี่ปุ่นบอกว่ายินดีรับซื้อของเราทั้งหมดในช่วงเริ่มต้น พร้อมกับให้คำแนะนำในเรื่องของวิธีการผลิต และแนะนำเครื่องจักรที่จะเข้ามาช่วยในการผลิตด้วย แต่ปัญหาของการส่งออกปลาหมึกแปรรูปไปญี่ปุ่นคือลูกค้าต้องการให้ทุกส่วนอยู่ครบทั้งตัว ทั้งหัว และหนวด ซึ่งถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งขาดหายไป ไม่สมบูรณ์ ราคาก็จะถูกลดลงมาครึ่งหนึ่ง ก็เป็นปัญหาทำให้ขาดทุนในบางลอตที่ส่งไป 
    
ในระยะหลัง ๆ จึงเริ่มหันมาทำปลาหมึกขายในประเทศมากขึ้น ทำปลาหมึกปรุงรสในแบบต่าง ๆ ขายให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวระยอง ภายใต้แบรนด์ เปี๊ยก ปลาหมึก” มงคลกล่าว
    
ปัจจุบันปลาหมึกปรุงรสเจ้านี้ได้พัฒนาสูตรการทำออกมาหลายชนิดหลายแบบ ได้แก่ ปลาหมึกชุบน้ำจิ้ม ปลาหมึกอบน้ำผึ้ง ปลาหมึกอบแห้ง-อบกรอบ ปลาหมึกฝอย ปลาหมึกหยอง ปลาหมึกทอดฉาบน้ำตาล-ฉาบน้ำเชื่อม ซึ่งแต่ละแบบก็ขายดีพอ ๆ กัน โดยการขายก็มีทั้งขายแบบตักและแบบบรรจุซอง
    
มงคลบอกว่า ปลาหมึกที่ใช้ทำปลาหมึกแปรรูป คือ “ปลาหมึกกล้วย” ทุกขนาด คือเล็ก-กลาง-ใหญ่ แต่ที่นำมาแปรรูปมากคือ ขนาดกลางและเล็ก ส่วนขนาดใหญ่ส่วนมากจะเข้าไปอยู่ ในร้านซีฟู้ดมากกว่าที่จะถูกนำมาแปรรูป 
    
สำหรับสูตรปลาหมึกที่จะนำมาฝากกันวันนี้คือ ’ปลาหมึกอบน้ำผึ้ง“ ซึ่งเป็นปลาหมึกที่ขายดีในตลาดนักท่องเที่ยว กรรมวิธีเริ่มที่นำปลาหมึกกล้วยขนาด 4-6 นิ้ว มาผ่า และล้างให้สะอาด จากนั้นนำตากแดด ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในขั้นตอนนี้มีเพียงแค่กะละมัง มีด และตะแกรงตากแห้ง โดยขั้นตอนการตากแดดครั้งแรก ใช้แดด 2 แดด 

จากนั้นนำปลาหมึกมาย่างให้สุก แล้วนำไปบดให้ยืดด้วยเครื่องบด ขั้นต่อไปก็นำไปชุบน้ำจิ้ม แล้วนำไปตากแดดอีกครั้ง โดยครั้งนี้ตากประมาณ 3 ชั่วโมง แล้วถึงจะนำไปเข้ากระบวนการอบ หรืออบแห้ง-อบกรอบ 

น้ำจิ้มนั้น มงคลบอกว่า ถ้าใช้ปลาหมึก 30 กก. สูตรน้ำจิ้มจะใช้น้ำ 45-50 ลิตร, น้ำตาลทราย 12 กก., น้ำผึ้งขวดขนาด 700 ซีซี 1 ขวด, นมสด 1 กระป๋อง, เนย 200 กรัม, พริก (บด) 500 กรัม, กระเทียม (บด) 250 กรัม เคี่ยวให้เข้ากัน
    
เมื่อตากปลาหมึกครั้งที่ 2 ประมาณ 3 ชั่วโมง ครบตามเวลาแล้ว ก็นำไปเข้ากระบวนการอบ ด้วยความร้อน 100 องศาเซลเซียส ซึ่งจะมีเครื่องอบโดยเฉพาะ โดยขนาดเครื่องที่เจ้านี้ใช้อยู่ราคา 100,000 กว่าบาท  ทั้งนี้ การอบธรรมดาจะใช้เวลา 15 นาที  ถ้าเป็นกระบวนการอบกรอบใช้เวลา 2 ชั่วโมง จากนั้นก็ใส่บรรจุภัณฑ์พร้อมจำหน่าย
    
’ปลาหมึกอบน้ำผึ้ง“ ขายราคา 300 บาท/กก. หาก เป็นแบบอบกรอบ ราคา กก.ละ 600 บาท เพราะการอบกรอบน้ำหนักจะหายไปครึ่งต่อครึ่ง ส่วนต้นทุนวัตถุดิบนั้นหลัก ๆ ก็จะอยู่ที่ราคาปลาหมึก ซึ่งมีขึ้นมีลง โดยหลังจากหักต้นทุนวัตถุดิบทั้งหมด รวมทั้งหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว จะมีกำไรสุทธิประมาณ 10% ของราคาขาย
        
มงคลบอกอีกว่า ปลาหมึกอบน้ำผึ้ง สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวที่ขายตามร้าน ก็มีวิธีการทำคล้ายกับอบน้ำผึ้งตามที่ว่ามาข้างต้น แต่เปลี่ยนตรงที่สูตรน้ำจิ้ม คือเพิ่มแบะแซลงไปประมาณ 18-20 ลิตร เพื่อให้น้ำจิ้มเหนียวมากขึ้น และอบระยะเวลาสั้นลง คือ 3-5 นาที ก็นำใส่ถุงขาย โดยราคาขายก็ขายราคา กก.ละ 300 บาทเช่นกัน 
   
ใครสนใจเรื่องการแปรรูปปลาหมึก สนใจผลิตภัณฑ์ปลาหมึกแปรรูป ต้องการติดต่อ มงคล ไตรรัตน์จรัสพร หรือ เปี๊ยก ปลาหมึก ติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-1628-3304 ซึ่ง ’ช่องทางทำกิน“ รายนี้ก็เป็นอีกกรณีศึกษาการ ’นำวัตถุดิบเด่นในพื้นที่มาสร้างอาชีพ“ ได้อย่างน่าสนใจ.

คู่มือลงทุน....ปลาหมึกอบน้ำผึ้ง

ทุนอุปกรณ์    ขึ้นอยู่กับขนาดกิจการ 

ทุนวัตถุดิบ    ไม่เกิน 90% ของราคา

รายได้    ราคา 300 บาท / กก.   

แรงงาน    ขึ้นอยู่กับขนาดกิจการ

ตลาด    ย่านอาหาร, ร้านของฝาก     

จุดน่าสนใจ    มีผู้นิยมรับประทานทั่วไป
ขอบคุณ นสพ เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th/

“กระเบื้องทะเล” เมนูกินเล่นเป็นเงินจริง

“กระเบื้องทะเล” เป็นเมนูอาหารทานเล่น ๆ ที่มักจะอยู่ในเมนูร้านอาหารทั่วไป ซึ่งถ้าจะลองนำมาทำขายเดี่ยว ๆ ก็ได้ และวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” มีสูตรกระเบื้องทะเลอร่อย ๆ ของร้านอาหารริมน้ำชื่อร้าน “ครัวริมนที” มาฝากให้ลองพิจารณากัน และแถมด้วยสูตร “ยำเห็ดเข็มทองกุ้งสด” ที่ใครจะลองทำขายคู่กับกระเบื้องทะเล ก็เข้าที...
   
กบ-อรวรรณ กล่อมเกลี้ยง เป็นเจ้าของร้านครัวริมนที เจ้าตัวเป็นคนที่ชอบทานชอบชิมอาหารหลากหลาย ประกอบกับอยากมีธุรกิจของตนเอง จึงเปิดร้านอาหารที่บ้าน ซึ่งพอจะมีพื้นที่ อีกทั้งยังมีบรรยากาศที่ดี เพราะอยู่ติดริมน้ำ 
    
“ตอนเริ่มเปิดร้านใหม่ ๆ ใช้วิธีวิ่งเข้าหาลูกค้าโดยการแจกใบปลิวโปรโมตร้าน ร้านเรา เป็นร้านไม่ใหญ่ แต่มีบรรยากาศริมน้ำ นั่งสบาย เป็นร้านอาหารไทย มีเมนูหลากหลาย ทั้งไทย จีน อีสาน และยังรับจัดเลี้ยงงานบุญต่าง ๆ ด้วย”
    
สำหรับเมนู “กระเบื้องทะเล” กบบอกว่า ก็เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ลูกค้ามักจะสั่งทาน โดยการทำนั้น วัตถุดิบที่ใช้หลัก ๆ ก็มี... เนื้อกุ้ง, เนื้อปลากราย, มันหมู, แป้งเปาะเปี๊ยะ ส่วนเครื่องปรุงรสก็มี... พริกไทย, เกลือ, น้ำตาล, ซีอิ๊วขาว โดยการที่ผสมเนื้อปลากรายนั้นเพื่อทำให้เนื้อเหนียวนุ่มมากขึ้น ส่วนมันหมูนั้นก็เป็นตัวช่วยทำให้ไม่กระด้างวิธีการทำตามสูตรนั้นเริ่มจาก นำเนื้อกุ้งประมาณ 2 กิโลกรัม เนื้อปลากรายประมาณ 1 กิโลกรัม และมันหมูประมาณ 3 ขีด มาทำการสับหรือปั่นให้ละเอียดก่อน จากนั้นก็นำเนื้อทั้ง 3 อย่างนี้ใส่รวมกันลงในกะละมัง แล้วก็ปรุงรสชาติตามต้องการด้วย พริกไทย เกลือ น้ำตาล และซีอิ๊วขาว เมื่อใส่ทุกอย่างลงผสมกันเรียบ ร้อยแล้วก็ใช้มือนวดโดยต้องใช้แรงค่อนข้างมากหน่อย เพื่อให้เนื้อกุ้ง ปลากราย มันหมู ผสมผสานเข้ากันเป็นเนื้อเดียว และเครื่องปรุงรสซึมผ่านเข้าเนื้อจนทั่ว ทำการนวดไปเรื่อย ๆ จนส่วนผสมเข้ากันดี จนมีความเหนียวเนียนนุ่ม ใช้เวลาประมาณ  1/2 ชั่วโมง ก็พร้อมใช้ 
    
ส่วนผสมนี้สามารถซีลเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อรอใช้ได้ประมาณ 2 วัน ไม่ควรเกินจากนี้
    
ต่อไปเป็นการห่อ เมื่อมีส่วนผสมที่พร้อมใช้แล้ว ก็นำแป้งทำเปาะเปี๊ยะแผ่นใหญ่มาหนึ่งแผ่น วางเป็นแผ่นรองด้านล่าง จากนั้นก็ตักส่วนผสมที่นวดไว้มาใส่ลงบนแผ่นแป้งประมาณ 1 ขีด เกลี่ยให้ทั่วแผ่นแป้ง แล้วก็นำแผ่นแป้งอีกแผ่นมาประกบทับลงไป ใช้ปลายมีดตบ ๆ เบา ๆ ให้แน่นติดกัน (ไม่ควรให้เนื้อหนาเกินไปเพราะทอดออกมาแล้วจะไม่กรอบ)
    
หลังจากห่อเรียบร้อยก็ใช้ปลายมีดแหลม ๆ เจาะรูให้ทั่วแผ่นก่อนจะนำไปทอด เวลาทอดแล้วเนื้อข้างในจะได้สุกทั่วทั้งแผ่น การทอดนั้นใช้ไฟแรงปานกลาง ตั้งน้ำมันให้ร้อนจัดจนเดือด จากนั้นก็ปรับไฟลงมาเล็กน้อย แล้วก็ใส่แผ่นแป้งที่เตรียมไว้ลงทอดให้น้ำมันท่วมแผ่น ใช้เวลาทอดประมาณ 3-4 นาที ดูว่าแผ่นแป้งเป็นสีเหลืองทองก็ใช้ได้ ตักขึ้นมาพักให้สะเด็ดน้ำมัน ใช้มีดหั่นแบ่งเป็นชิ้น ๆ เป็นลักษณะคล้ายกระเบื้อง ก็พร้อมขายพร้อมเสิร์ฟ คู่กับน้ำจิ้มบ๊วย
    
เมนู “กระเบื้องทะเล” ของร้านนี้ ราคาขาย 16 ชิ้น 100 บาท ซึ่งแผ่นแป้ง 1 แผ่นหั่นแบ่งได้ 8 ชิ้น จากส่วนผสมที่นวดผสมไว้ราว 3 กิโลกรัม มีต้นทุนวัตถุดิบประมาณ 1,000 บาท สามารถนำมาทำเมนูนี้ได้ประมาณ 15 ชุด ขายชุดละ 100 บาท ขายหมดก็จะมีรายได้ประมาณ 1,500 บาท ได้กำไรประมาณ 500 บาท หรือกำไรประมาณ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์
เจ้าของร้านยังบอกอีกว่า ส่วนผสมที่ใช้ทำเมนูกระเบื้องทะเลนี้ ทำได้อีกหนึ่งเมนูคือ “ทอดมันกุ้ง” เพราะใช้ส่วนผสมเดียวกัน โดยการทำก็แบ่งเนื้อกุ้งที่นวดผสมไว้เป็นก้อน ใช้นิ้วเจาะให้เป็นรูตรงกลางเป็นลักษณะโดนัท (เวลาทอดจะได้สุกทั่ว) นำไปคลุกกับเกล็ดขนมปัง แล้วทอดประมาณ 5-6 นาที ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน ก็จะได้เป็นทอดมันกุ้ง 
    
เมนูทอดมันกุ้งนี้ ราคาขาย 5 ชิ้น 100 บาท
           
 แถมด้วยสูตร “ยำเห็ดเข็มทองกุ้งสด” อีกหนึ่งเมนูที่ได้รับความนิยม วัตถุดิบหลัก ๆ ก็มี... เห็ดเข็มทอง, กุ้งสด, ตั้งโอ๋สด, ต้นหอม, หอมแดง ส่วนเครื่องปรุงรสก็มี.. พริกขี้หนูสวน, มะนาว, น้ำปลา, น้ำเชื่อมวิธีทำก็เริ่มจาก... นำเห็ดเข็มทองประมาณ 2 ขีด และกุ้งกุลาขาวตัวขนาดกำลังดี 8 ตัว มาทำการลวกน้ำร้อนให้สุก ตักขึ้นมาพักไว้ แต่เห็ดเข็มทองที่ลวกแล้วจะต้องทำการบีบน้ำให้ออกจากเห็ดให้หมดก่อนจะนำไปยำ เพราะถ้าไม่เอาน้ำออกเวลานำไปยำแล้วน้ำที่อยู่ในเห็ดจะทำให้รสชาติของยำนั้นเสียรส
    
การปรุงน้ำยำก็ใส่มะนาว น้ำปลา น้ำตาลทรายเล็กน้อย และพริกขี้หนูสวนทุบพอหยาบ ลงในภาชนะที่ใช้ปรุงน้ำยำ ต้องการรสชาติแบบไหนก็ปรุงตามต้องการ คลุกให้เข้ากัน ใส่หอมแดง ต้นหอม ตั้งโอ๋สดหั่น ผสมลงไป คลุกเคล้าสักพักจึงค่อยนำเห็ดเข็มทองที่ลวกแล้วลงคลุกให้ทั่ว ตักใส่จาน นำกุ้งที่ลวกไว้แล้วมาวางเรียงให้สวยงาม พร้อมขาย-พร้อมเสิร์ฟเมนูยำเห็ดเข็มทองกุ้งสดนี้ ราคา 80 บาท
                               
    
ร้านครัวริมนทียังมีเมนูเด็ด ๆ อีกหลายอย่าง ที่ลูกค้านิยมมาก ๆ ก็เป็นพวกเมนูปลา เช่น เมี่ยงปลาช่อน, ปลาม้าผัดพริกไทยดำ, ปลาคังผัดฉ่า ต้มยำปลาคัง, ต้มยำปลาม้า ฯลฯ ร้านนี้อยู่ที่ลาดกระบังซอย 1 เลี้ยวเข้าซอยจนถึงวัดลานบุญ เลี้ยวขวาก็เจอร้าน เบอร์โทรศัพท์ร้านคือ 0-2727-9739 ร้านเปิดตั้งแต่เวลา 10.30-22.30 น. ทุกวัน ทั้งนี้ สำหรับเมนู “กระเบื้องทะเล” และ  “ยำเห็ดเข็มทองกุ้งสด” นั้น ใครจะลองนำสูตรไปฝึกทำขาย ก็ลุยกันเลย !!       

คู่มือลงทุน..กระเบื้องทะเล

ทุนอุปกรณ์                  ขึ้นกับรูปแบบการทำขาย

ทุนวัตถุดิบ                 ไม่เกิน 65% ของราคาขาย 

รายได้                 ราคาขาย 100 บาท / 16 ชิ้น 

แรงงาน                                     1 คนขึ้นไป

ตลาด                         ร้านอาหาร, ทำขายทั่วไป

จุดน่าสนใจ               เมนูกินเล่นทำง่าย-ขายไม่ยาก

บดินทร์ ศักดาเยี่งยงค์ 
http://www.dailynews.co.th/

วันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

"ปลาทับทิมสมุนไพร"พริกแห้งทอด"หลนกุ้งสด""ต้มแซบซี่โครงหมูหม้อไฟ"

หวานเนื้อปลาทับทิม ครัววังวนา กลางเขาดิน

อิ่มอร่อย



ร้านอาหารที่มีบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมท่ามกลางธรรมชาติ คล้ายอยู่ในป่าใจกลางเมืองหลวง อย่างร้าน "ครัววังวนา" ตั้งอยู่ใจกลางสวนสัตว์ดุสิต หรือที่เด็กๆ รู้จักในชื่อเขาดินวนา

เปิดให้บริการมาแล้ว 4 ปี เป็นที่นิยมของผู้ที่ชื่นชอบการนั่งกินอาหารในบรรยากาศที่สดชื่น ซึ่งหาบรรยากาศอย่างนี้ได้ยากในเมืองหลวง

คุณณัฐยาน์ โยธาประเสริฐ เจ้าของร้าน ที่ให้บริการอย่างเป็นกันเอง เน้นคุณภาพอาหาร ความสดใหม่ของวัตถุดิบ และความอร่อยที่ลงตัวด้วยรสชาติแบบบ้านๆ โดยมีอาหารให้เลือกกินกว่า 50 เมนู

เริ่มด้วย "ปลาทับทิมสมุนไพร" อาหารขายดี เพราะเป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน เริ่มต้นความอร่อย ด้วยการคัดปลาทับทิมสดๆ ขนาดน้ำหนักตัวเฉลี่ย 7-8 ขีด ต่อ 1 ตัว ซึ่งเป็นขนาดที่เนื้อปลากำลังหวานและนุ่ม

เมื่อแล่เนื้อปลาออกแล้วหั่นเป็นชิ้นพอคำ จากนั้นชุบแป้งเล็กน้อย แล้วจึงทอดในน้ำมันที่ร้อนจัด ทั้งเนื้อและตัวปลาทอดจนเหลืองกรอบ เสร็จแล้วตักขึ้นมาพักไว้ในจานให้สะเด็ดน้ำมัน แล้วจัดเรียงไว้บนจาน ก่อนเสิร์ฟโรยหน้าด้วยเมล็ดพริกไทยสดทอดกรอบ ใบมะกรูดทอด



จากนั้นเพิ่มความเผ็ดร้อนให้กับเมนูปลา ด้วยพริกแห้งทอด กินคู่กับน้ำยำสูตรโบราณ ที่ใช้สมุนไพร ตะไคร้หั่นฝอย หอม แดงซอย ขิงหั่นเต๋า มะนาวหั่นเต๋า ถั่งลิสงคั่ว และพริกขี้หนูสวนซอย ปรุงรสด้วยน้ำยำสามรสสูตรของทางร้าน ปลาที่ทอดจะมีกรอบนอกนุ่มใน ซึ่งทางร้านมีวิธีทอดปลาจนกินได้ทั้งตัว อร่อยคู่กับน้ำยำรสเด็ด 1 ตัว กินได้ 3-4 คน

"ห่อหมกมะพร้าวอ่อนทะเล" กลิ่นหอมรัญจวนใจ รสชาติเข้มข้น เป็นเมนูขายดีของทางร้านอีกเมนู ที่ได้ความมันจากเนื้อมะพร้าวหอม ผสมกับพริกแกงเผ็ด ทางร้านตำเองใหม่สดวันต่อวัน ผัดรวมกับ ปลาหมึก กุ้ง หอยแมลงภู่ ใส่กะทิสดเล็กน้อย ผัดจนแห้ง หลังจากนั้นเพิ่มความเข้มข้นของอาหารด้วยไข่ไก่ และเนื้อมะพร้าว ผัดจนเกือบสุก แล้วจึงปรุงรสตามสูตรของทางร้าน หลังจากนั้น ผัดอีกรอบด้วยไฟอ่อนๆ จนกระทั่งแห้ง แล้วจึงตักใส่ลูกมะพร้าวน้ำหอม แต่งหน้าอาหารหน้าด้วยกะทิสดเล็กน้อย ใบมะกรูดหั่นฝอย และพริกชี้ฟ้าแดงหั่นฝอย เพื่อเป็นการเพิ่มสีสันของอาหารให้น่ากินยิ่งขึ้น 1 จาน กินได้ 3-4 คน
"หลนกุ้งสด" เป็นเมนูที่อยู่ในหมวดน้ำพริก ซึ่งลูกค้าสั่งกันมามาก เพราะด้วยความเข้มข้นของเครื่องปรุง และกุ้งแชบ๊วยสดใหม่ จนสัมผัสได้ถึงความหวานของเนื้อกุ้ง

วิธีทำนำกะทิสดมาเคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ จนกะทิแตกมัน นำหอม แดงซอย ตะไคร้หั่นฝอย ใส่ลงไป ปรุงรสด้วย เกลือ น้ำมะขาม และน้ำตาลปี๊บ หลังจากนั้นใส่กุ้งสดตามลงไป รอจนสุก ตักใส่ถ้วย เสิร์ฟพร้อม ผักสด อย่างเช่น แตงกวา ถั่วพู ขมิ้นขาว ผักกาดขาว ถั่วฝักยาว มะเขือเปราะ และแครอต 1 ชุด กินได้ 2-3 คน 

"ต้มแซบซี่โครงหมูหม้อไฟ" เป็นสูตรความอร่อยแซบของทางร้าน เน้นความจัดจ้านและเข้มข้นของน้ำซุปกระดูกหมูเคี่ยวนานด้วยไฟอ่อนนานกว่า 3 ชั่วโมง ทำให้หวานน้ำต้มกระดูกหมูแบบธรรมชาติ และผสมกับความนุ่มของซี่โครงหมูอ่อน เพราะทางร้านได้นำซี่โครงหมูไปต้มนาน 5-6 ชั่วโมง ก่อนที่จะนำทั้งคู่มาปรุงรสรวมกัน แบบถึงเครื่อง ใส่ผักสมุนไพรอย่าง มะเขือเทศ หอมแดง ตะไคร้ซอย โหระพา ผักชีฝรั่ง และข่า เพิ่มความเผ็ดร้อนด้วยพริกขี้หนูแห้งทอดทุบพอแตกเล็กน้อย นำมาโรยหน้า ปรุงรสความเปรี้ยวจากน้ำมะขาม

หากลูกค้าต้องการรสชาติอาหารจัดจ้านมากน้อยเพียงใด สามารถบอกทางแม่ครัวได้เลย แต่ความอร่อยสูตรของทางร้าน ก็แซบอยู่แล้ว 1 หม้อ กินได้ 3-4 คน

นอกจากนี้ยังมีเมนูน่าสนใจอีกมาก เช่น สลัดปูนิ่ม ปลาดุกฟูผักพริกขิง ปลาหมึกผัดข่าเค็ม ผัดฉ่าทะเล และหลนปลาอินทรีเค็ม ฯลฯ

ร้านเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.30-22.00 น. สอบถามเส้นทางได้ที่ โทร 0-2282-1491
Credit :http://www.khaosod.co.th/

วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ฉู่ฉี่ดอกฟักทองมันกุ้ง สรรพคุณ ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ขับลมในกระเพาะอาหาร

ฉู่ฉี่ดอกฟักทองมันกุ้ง
    ฉู่ฉี่จานนี้นำเนื้อกุ้งโขลกจนเหนียวมาเคล้ากับเนื้อปูต้ม นำไปหุ้มกับดอกฟักทองอ่อนแล้วชุบแป้งทอด ก่อนนำไปปรุงเป็นฉู่ฉี่รสเผ็ดร้อนแบบไทย เสิร์ฟคู่กับข้าวสวยหุงสุกใหม่ ๆ นอกจากจะอร่อยจนชวนเจริญอาหารแล้ว ดอกฟักทองยังมีสรรพคุณ ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ขับลมในกระเพาะอาหาร และหากใช้ดอกบานก็สามารถช่วยแก้โรคตาบอดกลางคืนได้ดี

ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่)
เตรียม 30 นาที ปรุง 20 นาที
  • ดอกฟักทองอ่อน 18 ดอก
  • กุ้งแชบ๊วยแกะเอาแต่เนื้อผ่าหลัง 200 กรัม
  • เนื้อปูนึ่งสุก 1 ถ้วย
  • มันกุ้ง 1 ถ้วย
  • รากผักชีสับหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียม 10 กลีบ
  • พริกไทย 1 ช้อนชา
  • กะทิธัญพืช 1 ถ้วย
  • น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา (1) 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา (2) 3 ช้อนโต๊ะ
  • แป้งทอดกรอบ 1 ถ้วย
  • น้ำเปล่า ¾ ถ้วย
  • ไข่เป็ด(เฉพาะไข่แดง) 1 ฟอง
  • พริกชี้ฟ้าสีเหลือง สีแดง หั่นแฉลบ 1/4 ถ้วย
  • ใบมะกรูดหั่นฝอยสำหรับโรยหน้า
  • กะทิธัญพืชผสมกับแป้งข้าวเจ้าเล็กน้อย นำไปเคี่ยวจนข้นสำหรับราดบนฉู่ฉี่
  • น้ำมันพืชสำหรับผัดเล็กน้อย
  • น้ำมันพืชสำหรับทอด
ส่วนผสมพริกแกง
  • พริกแห้งเม็ดใหญ่กรีดเมล็ดออกไปแช่น้ำจนนิ่ม 7 เม็ด
  • ข่า 7 แว่น
  • ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • หอมเล็กซอยบางตามขวาง 5 หัว
  • กระเทียม 5 กลีบ
  • พริกไทย 20 เม็ด
  • ผิวมะกรูด 1 ช้อนชา
  • กะปิ 1 ช้อนชา
วิธีทำ
  1. โขลกส่วนผสมพริกแกงรวมกันให้ละเอียดพักไว้
  2. ตำรากผักชีกระเทียมพริกไทยรวมกันพักไว้ในครก ล้างกุ้งให้สะอาด ซับด้วยกระดาษทิชชูหรือผ้าให้แห้ง ใส่ลงในครกใบเดิม ตำจนกุ้งละเอียด เหนียว และเข้าเนื้อกับเครื่องเทศดี ตักออกจากครกใส่ลงภาชนะ เติมน้ำปลา (1) นวดให้เข้ากัน ใส่เนื้อปูลงไป ใช้มือนวดเคล้าพอเข้ากันอย่าให้เนื้อปูแตก
  3. ตัดก้านดอกฟักทองให้ห่างจากฐานดอกประมาณ 3 นิ้ว แล้วจับดอกฟักทองสามดอกรวบเข้าด้วยกัน นำส่วนผสมในข้อสองปั้นหุ้มก้านฟักทองให้ชิดฐานรองดอก เว้นก้านส่วนปลายไว้เล็กน้อย ทำอย่างนี้จนส่วนผสมและดอกฟักทองหมดพักไว้
  4. ผสมแป้งทอดกรอบกับน้ำและไข่แดงคนให้เข้ากันพักไว้
  5. ใส่น้ำมันลงในกระทะ ยกขึ้นตั้งไฟให้ร้อน ลดไฟลงเป็นไฟกลาง นำดอกฟักทองที่เตรียมไว้ ชุบส่วนผสมแป้ง แล้วทอดจนสุกเป็นสีทองสวย ตักขึ้นซับน้ำมันพักไว้
  6. ตั้งกระทะอีกใบ ผัดน้ำพริกแกงกับน้ำมันพืชเล็กน้อยจนขึ้นสีสวย ใส่กะทิธัญพืชลงไปผัดจนเข้ากันดี เมื่อกะทิเดือดจัด ปรุงรสด้วยน้ำปลา (2) น้ำตาล แล้วใส่ดอกฟักทองทอดลงไปเคล้า โรยพริกชี้ฟ้า ผัดให้เข้ากัน ตักใส่จาน โรยกะทิ ใบมะกรูดซอย ตามชอบ เสิร์ฟพร้อมข้าวสวย

ชีสเค้กเต้าหู้ Tofu Cheese Cakeใครกินเป็นต้องติดใจ !

Tofu Cheese Cake
    หากดูที่รูปลักษณ์ภายนอกแล้ว ชีสเค้กเต้าหู้เมนูนี้ หน้าตาคล้ายชีสเค้กทั่วไป แต่ต่างกันตรงที่ใช้เต้าหู้มาแทนนมและครีม ใครกินเป็นต้องติดใจ ด้วยความมันของชีสบวกกับกลิ่นและความอ่อนนุ่มของเต้าหู้ ทำให้แปลกไปจากชีสเค้กแบบเดิม อีกทั้งยังเพิ่มความอร่อยมากยิ่งขึ้นด้วยสตรอว์เบอร์รี่สดและน้ำเชื่อมกลิ่นเมเปิล
เตรียม 20 นาที ปรุง 45 นาที (ไม่รวมเวลาแช่เย็น)
ส่วนผสม(สำหรับ 10 ที่)
  • เต้าหู้ถั่วเหลืองชนิดนิ่ม  300  กรัม
  • ครีมชีส    250  กรัม
  • ไข่ไก่    1  ฟอง
  • น้ำตาลทรายไม่ฟอกสี  ¼  ถ้วยตวง
  • น้ำมันรำข้าว   2  ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว   2  ช้อนโต๊ะ
  • วานิลลาชนิดน้ำ   1  ช้อนโต๊ะ
  • ขนมปังบิสกิต   200  กรัม
  • เนยจืดละลาย   ¼  ถ้วย
  • สตรอว์เบอร์รี่สดและน้ำเชื่อมกลิ่นเมเปิลสำหรับตกแต่ง
วิธ๊ทำ
  1. เตรียมพิมพ์โดยนำแผ่นอะลูมิเนียมฟลอยด์กรุใส่พิมพ์ขนาด 8x8x2 นิ้ว (กรุอะลูมิเนียมฟลอยด์ให้เกินขอบถาดไว้สำหรับยกขนมออก)
  2. บดขนมปังบิสกิตให้ละเอียดผสมกับเนยละลายจนเข้ากัน แล้วนำไปกรุในถาดที่เตรียมไว้
    แช่เย็นประมาณ 20 นาทีจนขนมแข็งตัว
  3. ปั่นส่วนผสมที่เหลือให้เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน
  4. นำพิมพ์ที่แช่เย็นไว้ออกมา ใส่ส่วนผสมข้อ 3 จนเต็ม อบด้วยไฟบน-ล่าง อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ประมาณ 30 นาที
  5. นำขนมออกจากเตาอบ พักไว้สักครู่ ยกอะลูมิเนียมฟลอยด์ที่กรุพิมพ์ไว้ขึ้นมา นำไปแช่เย็นให้ขนมเซทตัวประมาณ 30 นาที แล้วจึงนำออกมาตัดเป็นชิ้นตามต้องการ ก่อนเสิร์ฟตกแต่งด้วยสตรอว์เบอร์รี่สดและราดด้วยน้ำเชื่อมกลิ่นเมลเปิล
Tip
  • นำควรละลายเนยจนเดือด เพราะจะทำให้โปรตีนในเนยจับตัวเป็นก้อนและแยกชั้น ทำให้เนื้อสัมผัสและรสชาติของขนมอร่อยน้อยลง
  • การกรุอะลูมิเนียมฟลอยด์ที่ก้นพิมพ์ จะสะดวกต่อการนำขนมออกจากพิมพ์เมื่อขนมสุก
  • ไม่ควรแช่ขนมทั้งพิมพ์ เพราะขนมจะคายความร้อนแล้วเกิดไอน้ำที่ก้นพิมพ์จนทำให้ขนมแฉะ

Health & Cuisine ปีที่ : 10 ฉบับที่ : 116 เดือน : กันยายน 2553

Chocolate Flowers

(สำหรับ 4 ที่)
เตรียม 20 นาที ปรุง 60 นาที (ไม่รวมเวลาแช่เย็น)
ส่วนผสมพิมพ์ช็อกโกแลต (Chocolate molds)
  • ดาร์กช็อกโกแลต 50 กรัม
ส่วนผสมช็อกโกแลตมูส (Chocolate mousse)
  • Bitter Chocolate 80 กรัม (ช็อกโกแลตชนิดไม่หวาน)
  • วิปปิ้งครีมชนิดไขมัน 35% 160 มิลลิลิตร
  • ไข่แดง 2 ฟอง
  • น้ำตาลทรายขาว 2 ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมซอสราสป์เบอร์รี่ (Raspberry coulis)
  • ราสป์เบอร์รี่สด 1 ถ้วย
  • น้ำตาลไอซิ่ง 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาวเลมอน 1/4 ลูก
  • วิปครีม, ผลราสป์เบอร์รี่สด, น้ำตาลไอซิ่ง, ดอกไม้, ทองปลิว สำหรับตกแต่ง
วิธีทำพิมพ์ช็อกโกแลต
  1. ตั้งน้ำให้ร้อน ใส่ช็อกโกแลตในชามผสม วางอังบนไอน้ำให้ช็อกโกแลตละลาย(อุณหภูมิที่ดีที่สุดในการละลายช็อกโกแลตเท่ากับอุณหภูมิของร่างกาย คือ ประมาณ 37 องศาเซลเซียส)
  2. ตัดแผ่นพลาสติกใส(เชฟใช้พลาสติกใสสำหรับถ่ายเอกสาร) เป็นสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 11 x 2.5 เซนติเมตร เตรียมไว้
  3. นำช็อกโกแลตที่ละลายไว้ทาหนาๆให้ทั่ว ม้วนปลายเข้าหากันใช้ตัวหนีบสีดำหนีบไว้ วางตั้งเรียงไว้บนถาด
    1. นำไปแช่เย็นไว้ช็อกโกแลตแข็งตัว
    วิธีทำช็อกโกแลตมูส
    1. ตั้งน้ำร้อนละลายช็อกโกแลตแบบเดียวกับที่ทำพิมพ์ช็อกโกแลต และนำหม้ออีกใบตั้งน้ำร้อน ใส่ไข่แดงและน้ำตาลในชามผสมอังบนไอน้ำ ใช้ตะกร้อมือตีไปเรื่อยๆจนน้ำตาลละลายหมดและสีอ่อนลง พักไว้ ในชามผสมอีกใบตีวิปปิ้งครีมให้ขึ้นฟูพอตั้งยอดอ่อนพักไว้
    2. เทส่วนผสมไข่ลงในช็อกโกแลต คนให้พอเข้ากันเบาๆ (เพราะถ้าคนแรงอากาศเข้าจะทำให้ช็อกโกแลตเย็นและแน่น เวลาเติมวิปครีมแล้วจะคนให้เข้ากันได้ยาก) เติมครีมลงผสมให้เข้ากันเบาๆทีละครึ่ง มูสจะดูเบาและสีอ่อนลง ตักมูสใส่ถุงบีบโดยใช้หัวบีบแบบวงกลมธรรมดา
    3.  บีบมูสใส่พิมพ์ช็อกโกแลตที่แช่เย็นไว้ให้เต็ม เคาะถาดเบาๆเพื่อไล่ฟองอากาศ แล้วใช้สปาตูล่าปาดหน้าให้เรียบ นำไปแช่แข็งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง(ก่อนแช่เย็น ต้องใช้พลาสติกแร็ปคลุมหน้าไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ช็อกโกแลตดูดกลิ่นอาหารเข้าไป)
    4. เมื่อมูสแข็งตัวดีนำออกจากตู้เย็น แกะพลาสติกออก ระวังอย่าใช้มือจับเพราะจะทำให้เป็นรอย แต่ถ้าจำเป็นต้องจับควรใส่ถุงมือยางหรือใช้สปาตูล่า เรียงมูสช็อกโกแลตใส่ถาดนำไปแช่เย็นไว้ วิธีทำซอสราสป์เบอร์รี่ ปั่นราสป์เบอร์รี่สด น้ำตาลไอซิ่งและน้ำมะนาวเลมอนรวมกันจนละเอียด กรองเอาเม็ดออกให้หมด นำไปแช่เย็นไว้
    วิธีจัดเสิร์ฟ
    1. เรียงช็อกโกแลตมูสใส่จานให้คล้ายกลีบดอกไม้(5 ชิ้นต่อ 1 จาน) ใช้ทองเปลวติดมูสทุกชิ้นให้สวยงาม
    2. โรยน้ำตาลไอซิ่งบนผลราสป์เบอร์รี่สด แล้วนำมาวางสับหว่างระหว่างกลีบ บีบวิปครีมให้เป็นเกสรแล้ววางดอกไม้ตกแต่ง
    3. ใช้แปรงหรือพู่กันจุ่มซอสราสป์เบอร์รี่ วาดเป็นก้านและใบ แล้วเรียงผลราสป์เบอร์รี่เป็นฐานให้สวยงาม เสิร์ฟเย็นๆรับประทานทันที
    Tips
    • Bitter Chocolate คือ ช็อกโกแลตแท้ชนิดไม่มีเติมน้ำตาล รสชาติค่อนข้างขมแต่มีกลิ่นหอมของโกโก้มาก มักมีการบอกแหล่งผลิตว่าเป็นโกโก้จากที่ไหน เช่น มาดากัสก้า ปาปัวนิวกีนี และมีบอกเปอร์เซ็นต์ของโกโก้ด้วย ถ้าโกโก้มากจะยิ่งขมและเนื้อแข็งขึ้น ชนิดที่เชฟใช้ในสูตร คือ Premium swiss noir 63%
    • เดิมทีไอเดียของเชฟ คือ มูสช็อกโกแลตแต่ละกลีบจะทำจากช็อกโกแลตต่างชนิดกัน แล้วจึงนำวางประกอบกันเป็นดอกไม้ช็อกโกแลต เพื่อให้มีรสชาติที่หลากหลาย ซึ่งวิธีการทำก็เหมือนเดิมทุกประการ เปลี่ยนเฉพาะBitter chocolate เท่านั้น แต่ถ้าไม่อยากยุ่งยากและใช้เวลามากจะทำเพียงชนิดเดียวก็ได้
    • ถ้าดูจานขนมจากในรูป จะเห็นว่าส่วนของก้านเป็นน้ำตาลปั้นหรือ Sugar work แต่เชฟบอกว่าถ้าทำกินเองในบ้านอาจยุ่งยากเกินไป ให้ใช้ซอสราสป์เบอร์รี่แทนจะสะดวกกว่า
    • คำว่า coulis คือ ซอสในภาษาฝรั่งเศสนั่นเอง

    Credit : Health & Cuisine ปีที่ : 9 ฉบับที่ : 100 เดือน : พฤษภาคม 2552

วันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2554

ทานแล้วไม่อ้วน’‘พล่ากุ้ง’ อร่อยรักษ์โลก สุขภาพดี


ใครใส่ใจดูแลร่างกายของตัวเองเป็นอย่างดี เมื่อกล่าวถึงอาหารเพื่อสุขภาพ คงต้องหูผึ่ง ตาเบิกโพรง เพราะสนใจเติมสิ่งดีๆ ให้กับร่างกาย ยิ่งถ้าบวกประโยชน์ที่ดีต่อโลกใบกลมๆ อันเป็นที่อยู่อาศัยของเราด้วยแล้ว ยิ่งน่าสนใจเข้าไปอีกใช่ไหมล่ะ?

‘มุมสุขภาพ-กินดี’ 
วันนี้จึงขอกล่าวถึง ‘อาหารอร่อยรักษ์โลก’ แนวคิดดีๆ จากโครงการพ่อครัวเอก ประจำปี 2554 ของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ที่มีพ่อครัวคนดังอย่าง ม.ล.ศิริเฉลิม สวัสดิวัตน์ หรือเชฟหมึกแดง และพ่อครัวจากโรงแรมชั้นนำมาร่วมสร้างสรรค์เมนูเพื่อสุขภาพ แถมยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมไปในตัว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ที่ผู้ให้บริการอาหาร พ่อครัว และโรงพยาบาล ร่วมกันเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เก็บเกี่ยวอย่างถูกต้องตามฤดูกาล ที่สำคัญต้องเป็นวัตถุดิบที่มีอยู่อย่างพอเพียงตามธรรมชาติ ไม่ใช้ของที่กำลังขาดแคลนมาปรุงอาหาร...จัดเป็นแนวคิดในการทำอาหารที่คนรักษ์สุขภาพควรนำมาประยุกต์ใช้


สำหรับเมนูสุขภาพ ตัวอย่างอาหารอร่อยรักษ์โลก คือ ‘พล่ากุ้ง’ จากโรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ หนึ่งในโรงแรมที่ร่วมโครงการฯ โดยแม่ครัวมากฝีมือ ‘วิภาวรรณ’ เผยสูตรพล่ากุ้งรสอร่อยถูกปากคนไทยสมุนไพรในเมนูยังช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และอาการจุกเสียด บรรเทาอาหารหวัด เวียนศีรษะ 

โดยต้องเตรียมส่วนผสมต่าง ๆ ดังต่อไปนี้…
  • กุ้งแชบ๊วย
  • ตะไคร้
  • หอมแดง
  • ใบมะกรูด
  • ใบสะระแหน่
  • พริกชี้ฟ้าแดง

ส่วนผสมในส่วนของน้ำปรุง ให้เตรียม…
  • รากผักชี
  • กระเทียม
  • พริกขี้หนูสวน
  • น้ำมะนาว
  • น้ำปลา
  • น้ำตาลทราย  

ขั้นตอนในการทำ เริ่มจากทำความสะอาดกุ้ง เลือกใช้แต่ส่วนของลำตัวกุ้งแล้วนำไปลวกแค่พอสุก จะได้กุ้งรสชาติหวานชุ่มน้ำไม่แห้งแข็ง หันมาหั่นซอยตะไคร้ หอมแดง ใบมะกรูด ใบสะระแหน่ และพริกชี้ฟ้าให้ละเอียด แล้วนำไปใส่รวมกับกุ้งที่ลวกไว้แล้ว 

จากนั้นทำน้ำปรุงหรือน้ำซอส โดยนำรากผักชี กระเทียม พริกขี้หนูสวน โขลกรวมกันจนละเอียด ปรุงด้วยน้ำมะนาว น้ำปลา และน้ำตาลทรายให้ได้รสชาติตามชอบ จากนั้นนำไปคลุกเคล้ากับกุ้งและสมุนไพรที่เตรียมไว้ รับประทานได้ทันที.

takecareDD@gmail.com


Credit :http://www.dailynews.co.th/

Black Forest Cheese pie !!









ปล. หากว่าอ่านไม่ได้..คลิ๊กภาพขึนมาดูนะคะ