วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2554

สูตรและวิธีทำ'คุณนายป้อม'ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล "พริกขิงของเธอตามสูตรนี้

สวรรค์ในครัว

เขียง มะขาม


พออายุอานามถึงรุ่นหนึ่ง งานที่ได้ไปพบหน้าพรรคพวกเพื่อนฝูงมากที่สุดคืองานศพครับ

ในงานของญาติผู้ใหญ่ของเพื่อนคนหนึ่ง เพื่อนร่วมรุ่นแห่ไปร่วมงานยังกับงานเลี้ยงรุ่น

หลายคนก็ไม่ได้เจอะเจอหน้ากันมาเป็นเวลาหลายปี ได้มาเจอกันก็หนนี้

รวมทั้ง 'คุณนายป้อม'ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล มนุษย์หลายมิติอีกคนหนึ่ง

เพราะคุณนายเธอทำอะไรพร้อมๆ กันหลายอย่างเหลือเกิน เป็นแม่ของลูก 3 คนก็เป็น เป็นแม่บ้านก็เป็น ทำงานธุรกิจก็ทำ ร้านอาหารก็เปิด แถมไปเป็นที่ปรึกษาด้านอาหารให้ร้านโน้นร้านนี้ทั้งและนอกประเทศด้วย เขียนหนัง สือเรื่องกับข้าวก็เขียน

แถมยังมีแรงเหลือไปเป็นพิธีกรและนักร้องอีกด้วย

เจอกันทั้งทีก็เลยต้องกิ๊บก๊าบเป็นธรรมดา

แล้วก็เลยนึกได้ว่า อุตส่าห์มีเพื่อนเป็นแม่ครัวใหญ่ เจ้าของร้านอาหารชื่อดังอย่าง 'เดวา' ที่ซอยสุขุมวิท 39 ทั้งที

ทำไมไม่เอาเพื่อน มาเขียนหากิน

ว่าแล้วก็เลยไปค้นเรื่องเก่าที่เพื่อนเขียน เอาไว้เมื่อปลายเดือนมกราคม ใน 'พลอยแกมเพชร' ว่าด้วยการทำ 'พริกขิง' มาเสนอ

ไม่มีเหตุผลอะไรมากไปกว่าข้าพเจ้าชอบ

ต้องบอกเสียก่อนว่าสูตรคุณนายป้อมนี้ เธอเขียนแบบละเอียดลออ อ่านได้ตั้งแต่คนทำกับข้าวไม่เป็นยันเชฟมือหนึ่ง

ระบุสัดส่วนเครื่องปรุงเสร็จสรรพ เพราะไม่อยากให้เพี้ยน

อย่างพริกขิงของเธอตามสูตรนี้

(หมายเหตุ - สูตรและวิธีทำของคุณนายเธอ แต่วิธีบรรยายบางอย่างใช้สำนวนข้าพเจ้าเอง เพื่อให้กระชับรับกับพื้นที่)

เครื่องแกง - พริกชี้ฟ้าแห้ง 3 ถ้วย หอมแดง 2/3 ถ้วย กระเทียม 2/3 ถ้วย รากผักชี 4 ช้อนโต๊ะ พริกไทย 2 ช้อนชา ผิวมะกรูด 2 ช้อนชา ข่า 2 ช้อนชา ตะไคร้ 1/2 ถ้วย กุ้งแห้งป่น 1/2 ถ้วย

บดหรือตำให้ละเอียด

เครื่องปรุง - ปลาดุกย่าง 5 ตัว น้ำมันพืช 3 ถ้วย เครื่องผัดพริกขิง 1 ส่วน ใบมะกรูดหั่นฝอย 10 ใบ ไขเค็มดิบ(เอาแต่ไข่แดง) 10 ฟอง น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1 1/2 ช้อนชา น้ำตาลปีบ 200 กรัม



วิธีทำ

1.แกะปลาดุกเอาแต่เนื้อ ยีให้ฟู ผึ่งลม 1 ชั่วโมง

2.ตั้งกระทะ ไฟค่อนข้างแรง ใส่น้ำมันลงไป

3.พอน้ำมันร้อน โรยเนื้อปลาที่ยีไว้ลงไป ทอดจนเป็นสีเหลืองทอง แล้วพลิกกลับข้าง ตักมาวางสะเด็ดน้ำมัน ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ จนปลาหมด

4.เอาไข่แดงลงทอดต่อจนสุก ตักพักสะเด็ดน้ำมันไว้เหมือนกัน

5.ตักน้ำมันออกให้เหลือประมาณ 3/4 ถ้วย

6.เอาใบมะกรูดกับเครื่องแกงลงผัด

7.พอสุกหอม ปรุงน้ำปลา เกลือ น้ำตาลปีบ

8.ใส่ปลาดุกลงเคล้าให้เข้ากัน

9.ผัดจนแห้ง (ประมาณ 20 นาที) ใส่ไข่แดงลงไปคลุก

10.ปิดไฟ ตักใส่จาน ผึ่งให้เย็น แล้วเก็บใส่ภาชนะฝาปิด

ถ้าอยู่ในตู้เย็นจะเก็บไว้ได้นาน 3-4 อาทิตย์

หมายเหตุว่า ถ้าอยู่ถึงเพราะไม่ฟาดกันคนละหนุบละหนับจนหมดเสียก่อน

ถ้าใครลองเอาสูตรคุณนายไปลองฝีมือแล้วส่งมาให้ชิม บอกเสียก่อนว่า

ไม่รังเกียจ

ฮา



ขอบคุณพิเศษ นสพ ข่าวสด http://www.khaosod.co.th

ก๋วยเตี๋ยวเรือคุณเล็ก รสเข้มข้น'เส้นขนมจีน'

ก๋วยเตี๋ยวเรือเป็นอาหารจานเดียวยอดนิยม ที่เหล่านักชิมมักหาเจ้าประจำที่ถูกปาก และมักจะมี "เส้น" โปรดในใจกันทั้งนั้น

บางคนชอบเส้นใหญ่ บางคนชอบเส้นเล็ก และก็ไม่น้อยที่ชอบเส้นหมี่

แล้วถ้าหากเป็นเส้น "ขนมจีน" ล่ะ?

คุณเล็ก เพ็ญศิริ สุวรรณรัตน์ เจ้าของร้าน "ก๋วยเตี๋ยวเรือคุณเล็ก" ริมถนนกาญจนาภิเษกขาเข้า ซึ่งได้เปิดให้บริการมากว่า 5 ปี แนะนำก๋วยเตี๋ยวเรือเส้นขนมจีนเป็นทางเลือกของลูกค้า ขณะที่เส้นธรรมดาปกติทั่วไปก็มีบริการด้วย

คุณเล็กเล่าว่า ร้านแห่งนี้เป็นแห่งที่ 2 ที่เพิ่งย้ายมาเปิดใหม่ได้ 1 ปี ก๋วยเตี๋ยวน้ำตกของทางร้าน มีทั้งเนื้อหมูและเนื้อ มีการแยกภาชนะใส่หมูและเนื้อชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นหม้อน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว ภาชนะที่ใช้ลวก ชามใส่ก๋วยเตี๋ยว ก็ต้องแยกกัน
เมนูขึ้นชื่อของทางร้านที่มีลูกค้าเข้ามากินกันจำนวนมาก เพราะความแปลกที่ลงตัวของก๋วยเตี๋ยวน้ำตกหมูหรือเนื้อ เส้นขนมจีน น้ำตกและแห้ง

ความอร่อยของก๋วยเตี๋ยวเรือต้องขึ้นกับน้ำซุปที่ทางร้านปรุงมาจากต้นตำรับสมัยคุณย่า ที่ยึดอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวเรือมากว่า 50 ปี และได้สืบทอดสูตรต้นตำรับมาจากคุณแม่ ด้วยน้ำซุปที่รสเข้มข้น ถึงเครื่องสมุนไพรจีน หวานน้ำต้มกระดูกหมู ผสมส่วนขาตั้ง

วิธีการทำคือต้มน้ำซุปให้เดือดจัด แล้วค่อยเบาไฟ เคี่ยวไว้นานประมาณ 3-4 ชั่วโมง เพราะเป็นสูตรดั้งเดิมที่ต้องการให้ได้น้ำซุปที่หวานถึงเครื่องสมุนไพร และหวานธรรมชาติจากกระดูกหมู และขาตั้ง ก่อนนำมาใช้เป็นน้ำซุปได้

สำหรับเส้นขนมจีนทางร้านเลือกจากร้านเจ้าประจำ เพราะเส้นขนมจีนใหญ่กำลังพอดี ที่สำคัญมีความเหนียวนุ่ม เวลาทำเส้นก๋วยเตี๋ยว ไม่ต้องลวก เพราะเส้นสุกอยู่แล้ว ใส่เส้นขนมจีนลงในชาม กินคู่กับผักแกล้มซึ่งทางร้านเลือกเป็นผักบุ้ง ลวกไม่ต้องสุกจนเกินไป เพราะจะได้ความกรุบกรอบของผัก ใส่หมูหรือเนื้อตามที่ลูกค้าสั่ง เสร็จแล้วใส่น้ำซุปแบบเข้มข้นลงไป

ก่อนเสิร์ฟโรยด้วยกากหมูเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความอร่อยให้กับก๋วยเตี๋ยว ทางร้านจะบอกกับลูกค้าอยู่เสมอว่าควรชิมรสก่อนถึงค่อยปรุง

เส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปน้ำตกเนื้อ เป็นเมนูที่ได้รับความนิยมอีกชาม ด้วยรสชาติของอาหารที่มีรสจัดจ้าน

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลวกน้ำร้อนจนสุก เสร็จแล้วลวกผักบุ้งนำมาใส่ชาม ปรุงรสด้วยน้ำมันเจียวหอม และเครื่องปรุงรสสูตรของทางร้าน ใส่เนื้อสด เครื่องในอย่างม้าม ริ้ว หัวใจ ตับ เนื้อเปื่อย ลูกชิ้น โรยด้วยกากหมูเจียวเอง และต้นหอมผักชีเล็กน้อย กินคู่กับน้ำซุปร้อนๆ

นอกนั้นจะเป็นเมนู ก๋วยเตี๋ยวน้ำตก น้ำหรือแห้ง หมูและเนื้อ เส้นเล็ก เส้นใหญ่ เส้นหมี่ และเส้นบะหมี่ (เส้นสีเหลือง) ขึ้นอยู่กับลูกค้าว่าชอบกินอะไร ความอร่อยของก๋วยเตี๋ยวที่ร้านคุณเล็กนอกจากน้ำซุปที่รสเด็ด ยังมีเส้นที่เหนียวนุ่มเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของทางร้าน กินได้ทั้งหมูตุ๋น หมูสด ตับหมู ลูกชิ้นหมู โดยเนื้อหมูนั้น มีสูตรที่ต้องหมักข้ามคืน
สำหรับก๋วยเตี๋ยวน้ำตกเนื้อ มีเนื้อสด ตับสด ริ้ว ม้าม หัวใจ ลูกชิ้นเนื้อ และเนื้อเปื่อย

ที่ขาดไม่ได้ คือน้ำมันกระเทียม เจียวกากหมู ที่ทางร้านทำเองสดใหม่ทุกวัน เครื่องปรุงรสก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นพริกป่นทางร้านทำ แบบพริกแห้งทอดน้ำมัน เสร็จแล้วนำไปโขลกจนละเอียด เป็นตัวที่เพิ่มความเผ็ดร้อนให้กับก๋วยเตี๋ยว

น้ำส้มจะใช้น้ำส้มสายชูแท้ ตำพริกขี้หนูสดใส่ลงไปหมักในน้ำส้มสายชู จึงทำให้เครื่องปรุงรสมีความสดใหม่ทุกวัน เพราะความอร่อยและใหม่ จึงทำให้ต้องทำทุกวัน

ก๋วยเตี๋ยวน้ำตก ขายในราคาชามละ 30 บาท พิเศษ 35 บาท ร้านเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ทุกวัน สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. 08-7801-3851


ขอบคุณพิเศษ นสพ ข่าวสด http://www.khaosod.co.th/ 

สูตรเด็ด น้ำผักผลไม้บำรุงสายตา

'กินดี' สัปดาห์นี้ต่อเนื่องเรื่องดวงตา ด้วยน้ำดื่มสูตรที่ช่วยบำรุงสายตา จากผักและผลไม้ที่หาได้ไม่ยาก ราคาก็ไม่แพง โดยสูตรนี้เลือกใช้ ผักและผลไม้ 4 ชนิด อย่างแครอต แคนตาลูป หัวไช้เท้า และผักกาดหอม ซึ่งคุณค่าของผักและผลไม้เหล่านี้ช่วยเสริมเติมเต็มความแข็งแรงให้ดวงตา

อย่าง 'แครอต' อุดมด้วยเบต้าแคโรทีน หากสกัดเป็นน้ำยังจะมีซัลเฟอร์ และคลอรีน ล้วนแล้วแต่ดีต่อสายตา รวมกับคุณค่าของ 'แคนตาลูป' ที่เปี่ยมไปด้วยกรดโฟลิก เบต้าแคโรทีน วิตามินบี 1 บี2 และบี6 โพแทสเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และกำมะถัน พร้อม 'หัวไช้เท้า' ซึ่มีวิตามินเอ แคลเซียม ไนอาซิน ช่วยล้างพิษได้ดี แถมท้ายด้วย 'ผักกาดหอม' มีแคลเซียม ช่วยเสริมสร้างการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ให้แข็งแรง 
ก่อนลงมือทำ เตรียมผักและผลไม้ตามส่วนต่อไปนี้..
  • หัวไช้เท้า ครึ่งถ้วย
  • ผักกาดหอม 1 ถ้วย
  • แครอต 1 ถ้วย
  • แคนตาลูป 2 ถ้วย

ขั้นตอนในการทำ
 ให้หั่นหัวไช้เท้าและผักกาดหอมเป็นชิ้นหยาบๆ ส่วนแครอตให้ขูดออกเป็นเส้นเล็กๆ ขณะที่แคนตาลูปหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดไปสกัดพร้อมกันด้วยเครื่องสกัดน้ำผักและผลไม้ เสร็จแล้วดื่มได้ทันที หรือจะเติมน้ำแข็งป่นเพิ่มความเย็นสดชื่นก็ได้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ขอบคุณพิเศษ นสพ เดลินิวส์  http://www.dailynews.co.th

'ขนคุด' 'ฝีฝักบัว' 'ตุ่มหนวดติดเชื้อ' 'เชื้อรากินหนวด'เซ็ปเดิร์ม' 5 โรคติดหนวด

เรื่องราวสุขภาพวันนี้ เอาใจคุณผู้ชายโดยเฉพาะ เพราะนพ.กฤษดา  ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ มีเรื่องราวเกี่ยวกับ 'หนวด' สามารถก่อปัญหาสุขภาพได้...

@@@

เริ่มจาก 'ขนคุด' ปัญหาที่เกิดได้บ่อยกับบริเวณที่มีขนรกดกเป็นป่า  โดยเฉพาะขนแข็งๆ เป็นได้ตั้งแต่ชายแดนตอนล่างแถวขนหน้าแข้งลามยาวขึ้นมาถึงหน้าขา ขนอก และหนวดเครา  ทำเอาน่ารำคาญอยู่ไม่น้อย เวลาโกนเสร็จ
แล้วขนขึ้นใหม่ เพราะเจ็บยุบยิบไปหมด 

บางท่านที่เป็นภูมิแพ้เรื้อรังก็อาจเกิดอาการขนคุดเป็นจุดดำตามต้นแขนและแผ่นหลังได้  วิธีแก้ง่ายคืออย่าแว็กซ์ขนหรือโกนบ่อยครั้งเกินไป  และเมื่อเกิดแพ้คันแล้วรีบรักษาให้หายก่อนอักเสบ  ขอให้หา “โลมาโภชนา” หรืออาหารบำรุงขนให้นุ่มสลวยรับประทานอันได้แก่ แชมพู  เอ๊ย...ถั่วบราซิล เห็ดต่างๆ ไข่แดง และหอยนางรม เป็นตัวบำรุงที่ดีครับ เพราะมีทั้งสังกะสี ซีลีเนียม และไบโอตินให้ “ขน” กินอย่างจุใจ

ทั้งยังอาจเป็น 'ฝีฝักบัว' โรคน่ากลัวนี้ทำให้มีฝีเป็นรูปรุไปทั่วหน้าเหมือนกับหน้าตะแกรง  เป็นที่มาของคำว่า “ฝักบัว” ซึ่งตัวของมันเองนั้นจำต้องใช้ทั้งยากินยาฉีดถึงจะเอาอยู่  เป็นทีหนึ่งก็มีไข้และนอนซมกันเป็นวันทีเดียวครับ

บางทีมีโอกาสเป็น 'ตุ่มหนวดติดเชื้อ' รักษากันจนเบื่อ เพราะจะมีฝีเม็ดเล็กติดโคนหนวดดกดื่นไปหมด  ทำให้เจ็บจนหงุดหงิดได้เหมือนกับมีดงสิวอักเสบขึ้นพร้อมกันหลายจุดแล้วลุกฮือกันบวมอักเสบ 

มักเกิดหลังโกนหนวดหรือขนจนติดหนัง  เพราะการตั้งใจโกนมากไปจะทำให้เกิดแผลเล็กขึ้นโดยไม่รู้ตัว  ซึ่งน่ากลัวตอนที่เอามือไปแตะหน้าหรือว่าไม่ได้ล้างหน้าสะอาดหลังโกนนี่แหละครับ  และสำหรับบางท่านที่ชอบเช็ดหน้าแรงก็ยิ่งเหมือนแกล้งพาเชื้อเข้าหนวดจนปวดใจได้ครับ

คนไว้หนวด ยังต้องคอยระวัง 'เชื้อรากินหนวด' เป็นทั้งตุ่ม ทั้งวงขุยปุกปุยไปทั้งลูกคางและข้างแก้มที่มีเคราเป็นของเข้ากันได้กับคนไว้หนวด จนมีชื่อเรียกเฉพาะว่าโรค “คันกัลบก (Barber’s itch)”  จากเชื้อรา  ด้วยว่าโคนหนวดมักมีน้ำมันมาเลี้ยงมากทำให้เป็นเงางามแต่ก็จะตามเชื้อรามาให้ทั้งโขยงด้วย
ที่เป็นเช่นนั้น เพราะน้ำมันช่วยเป็นอาหารเลี้ยงเชื้อได้ดีเหมือนกับมีโต๊ะจีนฟรีมีเจ้ามือ  เชื้อราจะถือวิสาสะเข้าอยู่กินตามโคนหนวดอย่างถาวรเกิดอาการคันยิ่งเกามันและมันจะงอกลูกหลานออกไปทำไร่เลื่อนลอยกว้างไปเรื่อยกลายเป็นวงเปื่อยสีขาวดูราวกับทาแป้งน้ำหรือทานาคาแต่ที่จริงเป็นเชื้อราทั้งกระบิ     

สุดท้าย พึงระวัง  แพ้ต่อมไขมันตัวเอง โรคขุยคันอย่าง 'เซ็ปเดิร์ม' นั้นเป็นโรคที่เกิดตามซอกแก้ม หัวคิ้ว ตีนผมไปจนถึงหนวดเคราได้  กลายเป็นรอยแดงปนขุยขาวคัน  เห็นชัดในคนผิวขาวจะดูราวหิมะตกเป็นปุยอยู่ตามไรหนวด 

แต่นั่นก็ยังพอทำเนาเมื่อเทียบกับอาการคันยุบยิบ แถมยังลามได้กว้างเป็นวงขั้นกว่าจากใบหน้าไปยังตีนผมได้ดูน่าตกใจ สำหรับคนไม่รู้จักจะพาลทึกทักไปว่าเป็นโรคติดต่อน่ากลัว ทั้งที่ถือเป็นโรคธรรมดามากหากแต่จะน่ารำคาญอยู่บ้างตรงที่จะคอยแดงเถือกขึ้นมาเมื่อเวลาร่างกายเจ็บป่วยหรือเหนื่อยหนักครับ

@@@

พรุ่งนี้ ตามอ่านวิธีดูแลและบำรุงหนวด ป้องกันอาการไม่พึงประสงค์ข้างต้นมาเยือนกันต่อ.

takecareDD@gmail.com

เกี่ยวกับการขับถ่ายอุจจาระ:อึวันละ 3 หน กันมะเร็งลำไส้ใหญ่

สุขนิสัยการขับถ่ายอุจจาระเท่าที่ได้เรียนรู้กันมา ก็จะแนะนำให้เข้าห้องน้ำถ่ายหนักกันอย่างน้อย 1 ครั้งต่อวัน ทั้งยังควรขับถ่ายให้เป็นเวลา แถมระยะหลังๆ ก็มีกระแสนาฬิกาชีวิต แนะเรื่องดีๆ เพิ่มเติมว่า คนเราควรถ่ายอุจจาระในช่วงเวลา 05.00-07.00 น. เพราะเป็นเวลาที่ลำไส้ใหญ่กำลังทำงานได้ดี 

หากทำได้อย่างที่กล่าวจนเป็นนิสัย จะห่างไกลปัญหาระบบขับถ่าย แต่ก็ต้องไม่มองข้ามการกินอาหารที่อุดมไปด้วยเส้นใยหรือไฟเบอร์ และดื่มน้ำอย่าต่ำกว่า 10-12 แก้วทุกวัน เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก้อนอุจจาระไม่แข็ง-ไม่ใหญ่จนทำให้ขับถ่ายลำบาก

อย่างนี้ อวัยวะที่ดูจะมีบทบาทเกี่ยวกับการขับถ่ายอุจจาระที่สุด ก็คงต้องเป็น ลำไส้ใหญ่ ซึ่งมีข้อมูลชวนรู้จาก ดร.ทอม อู๋ ดร.ด้านโภชนาการและการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติจากสหรัฐอเมริกา กล่าวไว้บางช่วงบางตอนในหนังสือ 100 คำถามเจาะลึกเพื่อสุขภาพ แนะนำให้ว่า หากต้องการลดโอกาสเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีหน้าตาที่สดใส และกระปรี้กระเปร่า ควรถ่ายอุจจาระวันละ 3 ครั้ง 

เหตุผลเพราะ ลักษณะของลำไส้ใหญ่มี 4 ขยัก มีส่วนขึ้น ส่วนขวาง ส่วนลง และส่วนตรง การถ่ายอุจจาระวันละ 3 ครั้ง ช่วยให้ของเสียไม่คงค้างในร่างกาย ส่วนการขับถ่ายเพียงวันละครั้งจะระบายของเสียออกไปจากลำไส้ได้แค่ขยักเดียว

ส่วนการจะช่วยให้ระบบขับถ่ายสามารถกำจัดของเสียออกจากร่างกายทางลำไส้วันละ 3 ครั้ง จำเป็นต้องรับประทานสลัดผักสด 2 มื้อ ร่วมกับน้ำผักและผลไม้อีกสัก 4-6 แก้ว.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

Credit : http://www.dailynews.co.th/

ลูกพลัม-องุ่นม่วง ล้างพิษต้านมะเร็ง


ไหนๆ สัปดาห์นี้ก็เน้นหนักนำเสนอเรื่องของน้ำที่ดื่มกินเข้าไป 'มุมสุขภาพ-กินดี' ขอส่งท้ายด้วย น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ ช่วยล้างพิษให้ร่างกาย และต้านโรคมะเร็งโดยอาศัยสรรพคุณจาก 'ลูกพลัม และ องุ่น' ที่ธรรมชาติมอบให้เป็นตัวช่วยลดพิษภัยให้กับสุขภาพ

ลูกพลัม หรือบางคนเรียก ลูกไหน หากนำไปตากแห้ง ก็จะเปลี่ยนชื่อเรียกไปเป็น ลูกพรุน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดมะเร็ง ชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ทำให้การสังเคราะห์เม็ดเลือดแดงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เสมือนเป็นภูมิคุ้มกันต้านแบคทีเรีย ทั้งยังมีไฟเบอร์หรือใยอาหารสูง เสริมระบบขับถ่าย

สำหรับ องุ่น เป็นตัวช่วยเพิ่มความเร็วในการเผาผลาญ ช่วยล้างพิษ คุมน้ำหนัก เพราะมีกรดไฟโตเคมิคอลเอลลาจิก และกรดทาร์ทาริก  ฟอสฟอรัส กำมะถัน แคลเซียม เหล็ก รวมทั้งวิตามินบี 1 บี 2 และซี นั่นเอง

ส่วนผสม ประกอบด้วย...
  • ลูกพลัม 1 ถ้วย
  • องุ่นม่วง 1 ถ้วย


หลังจากล้างทำความสะอาดผลไม้ทั้งสองชนิดเรียบร้อยแล้ว ให้ผ่าครึ่งองุ่นโดยไม่ต้องคว้านเมล็ดออก ส่วนลูกพลัมให้หั่นเป็นชิ้นเล็ก จากนั้นนำส่วนผสมที่เตรียมไว้ไปสกัดพร้อมกันเพื่อเอาเฉพาะน้ำ ก่อนดื่มสามารถเติมน้ำแข็งป่นเพิ่มความเย็นชื่นใจ ซึ่งควรดื่มทันทีหลังสกัดน้ำเสร็จใหม่ๆ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554

"รางวัลศิลปินแห่งชาติ ประณีตศิลป์-ศิลปะผ้าทอ


"รางวัลศิลปินแห่งชาติเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่สูงสุดในชีวิต และเป็นเกียรติประวัติของตระกูลก็ว่าได้"

คำกล่าวของ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ประณีตศิลป์-ศิลปะผ้าทอ คนล่าสุด ปี 2553 นางประนอม ทาแปง ในงาน "สัปดาห์ศิลปินแห่งชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2554" ที่กระทรวงวัฒน ธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดขึ้นเพื่อยก ย่องเชิดชูเกียรติ 9 ศิลปินแห่งชาติ ใน 3 สาขา พร้อมเผยแพร่ผลงานของศิลปินแห่งชาติให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนอย่างกว้างขวาง

แม่ประนอม วัย 56 ปี เป็นชาวบ้านนามน ต.หัวทุ่ง อ.ลอง จ.แพร่ เริ่มทอผ้าตั้งแต่อายุ 12 ปี ครูคนแรกคือมารดา นางแก้วมูล ต่อมาได้เรียนรู้การทอผ้าตีนจกโบราณเมืองลอง จากป้า นางบุญยวม อุปถัมภ์

เธอมีความมานะพยายาม และมีความสามารถด้านการทอผ้าเป็นเลิศ โดยเฉพาะผ้าตีนจกที่งดงาม ทั้งยังอนุรักษ์ลวดลายโบราณ และคิดค้นเทคนิคใหม่มาถ่ายทอดให้ผู้เรียนเข้าใจและปฏิบัติได้ง่าย เช่น การใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า เขาฟืม ในการเก็บลายตีนจก ทำให้ลายโบราณตกทอดมาจนถึงปัจจุบันมากมาย เช่น ลายผักแว่น ลายขอไล่ ลายงวงน้ำคุ ลายนกกินน้ำต้น ฯลฯ ซึ่งเป็นลวดลายของเมืองลองแท้ๆ ทั้งยังประยุกต์นำลวดลายของจังหวัดทางภาคเหนืออื่นๆ เข้ามาอย่างกลมกลืน
และด้วยมีการสร้างสรรค์ผลงานที่อ่อนช้อยงดงาม ไม่ซ้ำแบบใคร งานศิลป์จากสองมือแม่ประนอม ได้รับการยอมรับแถมยังคว้ารางวัลมากมายเป็นเครื่องการันตี ตลอดเวลาเกือบ 30 ปีเธอยังคงเดินหน้าอนุรักษ์ฟื้นฟูผ้าตีนจกอย่างแข็งขัน

"นอกจากลวดลายและสีสันที่มีเสน่ห์ของผ้าทอแล้ว ผู้ทอได้ส่งจิตวิญญาณ ความตั้งใจสู่ผืนผ้า ถ้าไม่มีสมาธิความตั้งใจก็จะไม่สำเร็จเป็นผืนที่งดงาม นี่เป็นความภูมิใจและคุณค่าที่แฝงอยู่ในผ้าไทยของเรา" แม่ประนอม บอกเล่า พร้อมกล่าวถึงสถานการณ์ผ้าทอในปัจจุบันว่า

มีผ้าทอเครื่องที่เป็นอุตสาหกรรมเข้ามาแทนที่งานฝีมือมากยิ่งขึ้น แต่เราก็ต้องทำให้เห็นความแตกต่างของผ้าทอมือกับผ้าที่ทอด้วยเครื่องจักร นอกจากการอธิบายให้เห็นความต่างแล้ว เราต้องสร้างสรรค์ลวดลายให้โดดเด่นและวิจิตรพิสดารมากยิ่งขึ้น

แม่ประนอมที่ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้อนุรักษ์สืบสานและพัฒนาศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านครบวงจร ด้วยการปลูกฝ้าย ปลูกคราม ทอผ้า ย้อมสีเอง รวมถึงการออกแบบตัดเย็บสร้างรายได้ให้กับชุมชน กล่าวต่อว่า ตลาดผ้าทอยังไปได้เรื่อยๆ และตอนนี้การย้อมด้วยสีธรรมชาติยังได้รับความนิยมอยู่ ไม่ซบเซา สีที่มาจากธรรมชาติได้มาจากต้นไม้ เปลือกไม้ สิ่งที่อยู่ใกล้ตัว โดยไม่ต้องไปลงทุนซื้อสารเคมีมาใช้ ส่วนใหญ่จะปลูกเอง ทำเอง เศรษฐกิจพอเพียง ปลอดสารพิษปลอดภัยกับผู้สวมใส
ศิลปินแห่งชาติ กล่าวต่อว่า โครงการกลุ่มสตรีทอผ้าเกิดขึ้นได้และเป็นที่รู้จัก ด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงส่งเสริม เริ่มแรกที่ทำอยู่พอทราบข่าวว่าพระองค์เสด็จฯ แจกธงลูกเสือชาวบ้านที่จ.แพร่ ก็ไปเฝ้าฯ รับเสด็จและนำผ้าทอทูลเกล้าฯ ถวาย ท่านตรัสถามว่า เป็นของเมืองแพร่เองหรือ ใครสอน ชอบทำไหม จะส่งลายสวยๆ มาให้ เป็นแรงบันดาลใจให้เราทำขึ้นและถ่ายทอด


หลังเสด็จฯ กลับ คณะผู้แทนพระองค์นำผ้าที่เราถวายมาบอกว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงโปรดให้ทอกันเยอะๆ จะรับซื้อ พร้อมให้เงินผู้ใหญ่บ้านไว้ 2,000 บาท จึงจัดตั้งกลุ่มเริ่มแรก คือ "กลุ่มสตรีทอผ้าตีนจก" ปี 2523 มีชาวบ้านสมาชิกรวมตัวกัน 12 คนเท่านั้น สอนทอและส่งเข้าไปในวังก็ส่งเงินมาให้ สมัยนั้นชาวบ้านยากจนมาก พอท่านส่งเสริมชาวบ้านก็มีรายได้ มีงานทำ เลี้ยงชีพได้ ส่งลูกส่งหลานให้ได้เรียนหนังสือ งานฝีมือตรงนี้ถ้าได้ทำไม่อดตายจริงๆ เหมือนที่ทำอยู่ ถ้าทำด้วยใจรักสิ่งเหล่านี้จะมาเอง

ถ้าเราคิดท้อยามใด ก็คิดถึงครั้งที่พระองค์ท่านช่วยเหลือพวกเรา เราก็ต้องช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้ มีงานทำ เราเองก็ภาคภูมิใจที่นอกจากได้ช่วยเหลือชุมชนแล้วยังสนองพระมหากรุณาธิคุณอีกด้วย

คนที่ทำงานด้วยใจรักจะไม่รู้สึกเหนื่อย เพราะเป็นงานที่รักที่ชอบ จึงตั้งใจทำและเลือกที่จะทำ และไม่ได้ทำแบบหักโหม"

ปัจจุบันแม่ประนอม ยังคงมุ่งมั่นถ่าย ทอดภูมิปัญญามรดกทางวัฒนธรรมของคนเมืองลอง ที่ "ศูนย์การเรียนรู้ผ้าจกเมืองลอง และการย้อมผ้าสีครามธรรมชาติ" ให้ผู้สนใจรวมถึงเด็กและเยาวชน

และสิ่งที่ยังคงทำอยู่สม่ำเสมอคือ การทอผ้าจกผืนที่ยาวที่สุด ศิลปินแห่งชาติ เล่าว่า เริ่มแรกผ้ามีลายโบราณติดอยู่ซึ่งไม่เต็มดอก จึงคิดลวดลายเพิ่ม พอทำขึ้นมาแล้วสวยงามจึงตั้งใจจะทำไปตลอดชีวิต ทำไปเรื่อยๆ ตอนนี้ความยาวอยู่ที่ 120 เมตร ใช้เวลาทอประมาณ 30 กว่าปีแล้ว

ทั้งยังตั้งใจว่า ต้องถ่ายทอดผลงานให้คนรุ่นหลังรู้คุณค่าผ้าไทยของเรา ช่วยกันสืบทอดอนุรักษ์ไว้ เพราะเป็นของดีของบ้านเราซึ่งต่างประเทศไม่มีที่ไหนเหมือน เป็นงานฝีมือที่ละเอียดอ่อนสวยงาม ต้องช่วยกันรักษาสืบทอด อย่าให้สูญหาย "แม่ยินดีถ่ายทอดให้คนที่สนใจมาเรียนรู้ได้"

ถามว่ารางวัลครั้งนี้นับเป็นความสำเร็จหรือยัง

แม่ประนอม บอกว่า "ถือว่าเป็นรางวัลสูงสุด แต่เราต้องไขว่คว้าที่จะเรียนรู้ ศึกษาค้นคว้าอยู่อีกมาก ไม่ได้จบแค่นี้ เราจะหยุดนิ่งไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำคือยิ่งต้องหาความรู้และถ่ายทอดเพื่อให้อยู่คู่บ้านเมืองเราต่อไป"































http://www.khaosod.co.th